ผลการค้นหาตามปี "2495" (625 รายการ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่าห้ามเช่าช่วง: การเช่าช่วงโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นละเมิดสิทธิผู้ให้เช่า
สัญญาเช่ามีข้อความระบุไว้ชัดว่า ผู้เช่าจะไม่เอาสถานที่เช่าไปให้เช่าช่วงเป็นอันขาดเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษร ฉะนั้นเมื่อผู้เช่าเอาสถานที่ไปให้เช่าช่วงโดยไม่ได้รับคำอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ให้เช่าแล้วผู้เช่าช่วงจะอ้างการเช่าระหว่างตนกับผู้เช่ามายันผู้ให้เช่าไม่ได้ และต้องถือว่า ผู้เช่าช่วงเป็นผู้เข้าอยู่โดยละเมิดสิทธิของผู้ให้เช่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเช่าช่วงที่ขัดต่อสัญญาเช่าเดิม: สิทธิของผู้ให้เช่า
สัญญาเช่ามีข้อความระบุไว้ชัดว่า ผู้เช่าจะไม่เอาสถานที่เช่าไปให้เช่าช่วงเป็นอันขาดเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษร ฉะนั้น เมื่อผู้เช่าเอาสถานที่ไปให้เช่าช่วงโดยไม่ได้รับคำอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ให้เช่าแล้ว ผู้เช่าช่วงจะอ้างการเช่าระหว่างตนกับผู้เช่ามายันผู้ให้เช่าไม่ได้ และต้องถือว่าผู้เช่าช่วงเป็นผู้เข้าอยู่โดยละเมิดสิทธิของผู้ให้เช่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การครอบครองไม้สักแปรรูปเกินกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 และไม้ดังกล่าวต้องถูกริบ
มีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองเกินจำนวน 0.20 ลูกบาศก์เมตรโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ 2484ไม้สักของกลางจึงเป็นไม้ที่มีไว้เนื่องจากการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ ฉะนั้นจึงต้องริบตาม มาตรา 74 (อ้างฎีกาที่ 550/2488)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การครอบครองไม้สักแปรรูปเกินปริมาณที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และไม้ดังกล่าวต้องถูกริบ
มีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองเกินจำนวน 0.20 ลูกบาศก์ โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ไม้สักของกลางจึงเป็นไม้ที่มีไว้เนื่องจากการกระทำผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าไม้ ฉะนั้นจึงต้องริบตามมาตรา 74
(อ้างฎีกาที่ 550/2488)
(อ้างฎีกาที่ 550/2488)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 808/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
แม้คำฟ้องไม่ระบุที่ตั้งชัดเจน แต่หากรายละเอียดในคำฟ้องและข้อเท็จจริงอื่นบ่งชี้ชัดเจน ศาลไม่ถือว่าฟ้องเคลือบคลุม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลแสดงว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิของโจทก์โดยมิได้กล่าวว่าที่พิพาทอยู่ที่ตำบลใด ครั้นจำเลยให้การต่อสู้คดี ได้ให้การตัดฟ้องด้วยว่า ฟ้องโจทก์มิได้กล่าวให้แจ้งชัดว่า ที่พิพาทอยู่ตำบลอำเภอใด เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องว่าที่พิพาทอยู่ ตำบลอำเภอและจังหวัดใด ดังนี้เมื่อปรากฎว่าฟ้องของโจทก์ได้กล่าวไว้แล้วว่าที่พิพาท โจทก์ได้มาตามสัญญายอมความ ในคดีหนึ่งของศาลนั้น ซึ่งในคดีนั้นก็ปรากฎชัดว่า ที่พิพาทแปลงนี้อยู่ที่ตำบลอำเภอจังหวัดใด และจำเลยซึ่งเป็นบุตรจำเลยในคดีก่อน ก็รู้ดีว่าที่ซึ่งโจทก์ฟ้อง อยู่ที่ตำบลใด ดังปรากฎตามคำให้การแล้ว ดังนี้ แม้โจทก์จะมิได้ขอเพิ่มเติมฟ้อง ฟ้องของโจทก์ก็ไม่เคลือบคลุม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 808/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความชัดเจนของฟ้อง: แม้ไม่ได้ระบุที่ตั้งชัดเจน แต่หากข้อมูลปรากฏในคดีก่อนและจำเลยทราบ ฟ้องไม่เคลือบคลุม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลแสดงว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยมิได้กล่าวว่าที่พิพาทอยู่ที่ตำบลใด ครั้นจำเลยให้การต่อสู้คดี ได้ให้การตัดฟ้องด้วยว่า ฟ้องโจทก์มิได้กล่าวให้แจ้งชัดว่า ที่พิพาทอยู่ตำบลอำเภอใด เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องระบุว่าที่พิพาทอยู่ตำบลอำเภอและจังหวัดใดดังนี้ เมื่อปรากฏว่าฟ้องของโจทก์ได้กล่าวไว้แล้วว่าที่พิพาท โจทก์ได้มาตามสัญญายอมความ ในคดีแดงคดีหนึ่งของศาลนั้น ซึ่งในคดีนั้นก็ปรากฏชัดว่าที่พิพาทแปลงนี้อยู่ที่ตำบลอำเภอจังหวัดใด และจำเลยซึ่งเป็นบุตรจำเลยในคดีก่อน ก็รู้ดีว่าที่ซึ่งโจทก์ฟ้อง อยู่ที่ตำบลใด ดังปรากฏตามคำให้การแล้ว ดังนี้ แม้โจทก์จะมิได้ขอเพิ่มเติมฟ้อง ฟ้องของโจทก์ก็ไม่เคลือบคลุม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 804/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องอาญาไม่สมบูรณ์เมื่ออ้างกฎกระทรวงที่ถูกยกเลิกแล้ว ศาลต้องยกฟ้อง
ฟ้องหาว่า จำเลยขนสุราเกิน 1 ลิตรเข้าไปในเขตที่กำหนดไว้ในกระทรวงฉะบับที่อ้างนั้น ได้ถูกกฎกระทรวงฉะบับหลังยกเลิกเสียแล้ว ก่อนที่จำเลยกระทำการขนสุรา ดังนี้ (แม้กฎกระทรวงฉะบับหลังจะได้กำหนดเขตเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่เฉพาะเขตที่จำเลยกระทำผิด ไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม) ก็ต้องถือเท่ากับไม่ได้อ้างกฎกระทรวงฉะนั้นฟ้องของโจทก์ จึงบกพร่องในการอ้างกฎกระทรวง ซึ่งบัญญัติถึงการฝ่าฝืนของจำเลยอันจะเกิดเป็นความผิด จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ต้องยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การใช้ตั๋วปลอมแปลงและการจำหน่ายโดยเจตนา: ความผิดตามมาตรา 218
กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 218 ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดบังอาจใช้ตั๋วอย่างใดใด เช่นว่าในมาตรา 217 ที่มันรู้อยู่ว่าเป็นตั๋วปลอมแปลงก็ดี หรือปรากฏว่ามันมีตั๋วปลอมแปลง เช่นนั้นไว้โดยเจตนาที่จะใช้ก็ดี ท่านว่ามันมีความผิด" นั้น ย่อมหมายความถึงทุกคนที่บังอาจใช้ตั๋วปลอมแปลงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 217 โดยไม่จำกัดบุคคลว่าจะต้องไม่ใช่ลูกจ้างของนายจ้างหรือไม่ก็ย่อมมีความผิดทั้งนั้น และคำว่าใช้นั้น หมายความรวมตลอดถึงการจำหน่ายด้วย
คนขายตั๋วเก็บค่าโดยสารรถยนต์โดยสารประจำรถยนต์โดยสารสาธารณะชนทั่วไปของบริษัทบริษัท หนึ่งบังอาจมีและใช้ตั๋วรถยนต์โดยสารปลอม โดยนำมาใช้จำหน่ายแก่ผู้โดยสารโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นตั๋วปลอมนั้น คนขายตั๋วย่อมมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 218
คนขายตั๋วเก็บค่าโดยสารรถยนต์โดยสารประจำรถยนต์โดยสารสาธารณะชนทั่วไปของบริษัทบริษัท หนึ่งบังอาจมีและใช้ตั๋วรถยนต์โดยสารปลอม โดยนำมาใช้จำหน่ายแก่ผู้โดยสารโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นตั๋วปลอมนั้น คนขายตั๋วย่อมมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 218
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การใช้ตั๋วปลอมและการจำหน่ายโดยเจตนา การมีความผิดตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา
ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 218 ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดบังอาจใช้ตั๋วอย่างใดๆ เช่นว่าในมาตรา 217 ที่มันรู้อยู่ว่าเป็นตั๋วปลอมแปลงก็ดี หรือปรากฎว่ามันมีตั๋วปลอมแปลงเช่นนั้นไว้โดยเจตนาที่จะใช้ก็ดี ท่านว่ามันมีความผิด" นั้นย่อมหมายความถึงทุกคนที่บังอาจใช้ตั๋วปลอมแปลงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 217 โดยไม่จำกัดบุคคลว่าจะต้องไม่ใช่ลูกจ้างของนายจ้างหรือไม่ ก็ย่อมมีความผิดทั้งนั้น และคำว่าใช้นั้น หมายความรวมตลอดถึงการจำหน่ายด้วย
คนขายตั๋วเก็บค่าโดยสารรถยนต์โดยสารทั่วไปของบริษัท ๆ หนึ่งบังอาจมีและใช้ตั๋วรถยนต์โดยสารปลอม โดยนำมาใช้จำหน่ายแก่ผู้โดยสาร โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นตั๋วปลอมนั้น คนขายตั๋วย่อมมีความผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 218
คนขายตั๋วเก็บค่าโดยสารรถยนต์โดยสารทั่วไปของบริษัท ๆ หนึ่งบังอาจมีและใช้ตั๋วรถยนต์โดยสารปลอม โดยนำมาใช้จำหน่ายแก่ผู้โดยสาร โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นตั๋วปลอมนั้น คนขายตั๋วย่อมมีความผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 218
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การครอบครองและเก็บผลประโยชน์ที่ดินพิพาทช่วงระหว่างเป็นความคดีก่อน ผู้ครอบครองต้องชดใช้ค่าเสียหาย
โจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให่ศาลแสดงว่าที่ดินที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิของโจทก์และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาทต่อไปแล้วโจทก์มาฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายในระหว่างที่เป็นความกันในคดีก่อนว่า จำเลยได้ครอบครองและเก็บผลประโยชน์จากที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นของโจทก์ไปอีก ได้