ผลการค้นหาตามปี "2563" (419 รายการ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2563
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความผิดหลายกรรมต่างกันในคดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและการช่วยเหลือคนต่างด้าว
ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร และความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้จำเลยกับพวกกระทำความผิดในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดโดยมีเจตนาต่างกันอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5038-5043/2563
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เอกสารสิทธิปลอม – คู่ฉบับสัญญาจองรถยนต์ที่มีลายมือชื่อผู้รับเงินมัดจำ ถือเป็นเอกสารสิทธิ
ผู้เสียหายที่ 1 ต้องใช้คู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพูที่มีลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นหลักฐานในการรับมอบเงินมัดจำจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ในการเรียกให้จำเลยมอบเงินมัดจำ จึงเป็นเอกสารสิทธิ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50/2563
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อัยการเรียกรับเงินเพื่อสั่งไม่ฟ้องคดี: การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบต่อหน้าที่
จำเลยเป็นพนักงานอัยการ ผ่านการว่าความมาเป็นจำนวนมาก ย่อมคุ้นเคยกับการซักถามพยานในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี ข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการถอดเทปสนทนาระหว่างจำเลยกับ ภ. ว่า ภ. พยายามขอร้องให้จำเลยช่วยเหลือ อ. เพื่อมิให้ถูกดำเนินคดี ซึ่งจำเลยก็มิได้ปฏิเสธ เพียงแต่รอให้ ภ. เสนอจำนวนเงิน และเมื่อ ภ. ซักถาม จำเลยยังพูดอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินคดีแก่ อ. เพื่อโน้มน้าวให้ ภ. เห็นว่าข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรมีอัตราโทษสูง ส่อแสดงว่าจำเลยตอบคำถามของ ภ. ด้วยความสมัครใจ แม้การแอบบันทึกภาพและเสียงการสนทนาระหว่างจำเลยกับ ภ. ตามแผ่นซีดีหมาย วจ.1 และ วจ.2 จะเป็นการแสวงหาหลักฐานโดยมิชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 ก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 บัญญัติให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าการรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา ดังนั้น แม้แผ่นซีดีหมาย วจ.1 และ วจ.2 รวมทั้งบันทึกการถอดเทปสนทนาดังกล่าวจะได้มาโดยมิชอบ ศาลก็นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
แม้ขณะเกิดเหตุ ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 จะยังไม่ประกาศใช้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับทันทีนับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 กรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ศาลมีอำนาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้
แม้ขณะเกิดเหตุ ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 จะยังไม่ประกาศใช้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับทันทีนับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 กรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ศาลมีอำนาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 226/1 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50/2563 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อัยการเรียกรับเงินเพื่อสั่งไม่ฟ้องคดี: ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สิน
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 157, 201
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), 201 (เดิม)
การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นพนักงานอัยการเรียก รับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 201 (เดิม)
ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด
ตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรม สำนักงานอัยการเขต 3 (ปัจจุบันสำนักงานอัยการภาค 3) ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการ
รักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์
มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานคดีในฐานะหัวหน้าพนักงานอัยการในท้องที่จังหวัดสุรินทร์
ดำเนินคดีและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลชั้นต้น
รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องในฐานะพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 เมื่อวันที่ 5
กันยายน 2550
เจ้าพนักงานสถานีตำรวจภูธรปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกันจับกุมนายอาทิตย์ พร้อมแจ้งข้อหานำยาเสพติดให้โทษในประเภท
1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
กับเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาวันที่ 27
พฤศจิกายน 2550 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปราสาท ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวนายอาทิตย์ไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้อง
จำเลยเป็นเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวในชั้นการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ วันที่ 2, 4 และ 14 ธันวาคม 2550
จำเลยเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์ บิดานายอาทิตย์ ผู้ต้องหา แพทย์หญิงภาวนา
ภริยานายอภิศักดิ์เป็นผู้บันทึกภาพและเสียงการสนทนาของจำเลยตามแผ่นซีดีหมาย วจ.1
และ วจ.2 กับเป็นผู้ถอดเทปการสนทนาดังกล่าว เสียงผู้ชายที่พูดในแผ่นซีดีหมาย วจ.1
แผ่นที่ 1, 2, 6, 8
และแผ่นที่ 10
(วจ.2 แผ่นที่ 1) เป็นเสียงของจำเลย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า
จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า
จำเลยเป็นพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ไม่มีหน้าที่ต้องเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์
บิดานายอาทิตย์ผู้ต้องหาเพื่ออธิบายข้อกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินคดีให้ผู้ต้องหาและญาติผู้ต้องหาทราบ
อีกทั้งการที่จำเลยเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์ที่จังหวัดบุรีรัมย์ถึง 3
ครั้ง ขณะที่จำเลยรับราชการอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์
โดยนำสำนวนการสอบสวนและหนังสือที่จะแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมไปแสดงแก่ฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาด้วยนั้น
นับเป็นข้อพิรุธผิดปกติวิสัยของพนักงานอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
จะไม่กระทำเช่นนั้น แต่กลับส่อพฤติกรรมให้เชื่อว่าไปติดต่อให้ฝ่ายผู้ต้องหาวิ่งเต้นล้มคดีกับจำเลยเสียมากกว่า
ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า
จำเลยเป็นเจ้าของสำนวนยังไม่ได้มีความเห็นทางคดีว่าจะสั่งคดีประการใด
แพทย์หญิงภาวนาจึงวางแผนให้จำเลยถูกย้ายเพื่อไม่ให้จำเลยมีอำนาจในการสั่งคดีของนายอาทิตย์
โดยทำการบันทึกภาพและเสียงของจำเลย นั้น ปรากฏตามบันทึกถอดเทปการสนทนาว่าแพทย์หญิงภาวนาพยายามขอร้องให้จำเลยช่วยเหลือนายอาทิตย์เนื่องจากนายอาทิตย์ไม่ได้นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร
ซึ่งจำเลยก็มิได้ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือเพียงแต่รอให้ทางฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาเสนอจำนวนเงินเท่านั้น เช่นนี้
ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่แพทย์หญิงภาวนาจะวางแผนกลั่นแกล้งจำเลยให้ถูกย้ายจากตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์เพราะบุคคลที่จะเสียประโยชน์ทางคดี
เป็นนายอาทิตย์ผู้ต้องหาเอง
ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า
การบันทึกภาพและเสียงการสนทนา เป็นการหลอกลวงให้จำเลยตอบคำถาม
ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ไม่อาจรับฟังพยานหลักฐานแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงการสนทนา
ตลอดจนบันทึกถอดเทปการสนทนามาลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า
จำเลยเป็นพนักงานอัยการผ่านการว่าความในคดีต่าง ๆ
เป็นจำนวนมากกว่าจะได้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลยย่อมคุ้นเคยกับการซักถามพยานในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี กอปรกับตามบันทึกถอดเทปการสนทนา
แพทย์หญิงภาวนาก็ใช้คำถามในลักษณะปกติไม่อาจอยู่ในวิสัยที่จะหลอกลวงจำเลยที่มากประสบการณ์ในทางคดีได้
ตรงกันข้ามจำเลยกลับพูดอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อพยายามโน้มน้าวให้เห็นว่าข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษถึงประหารชีวิต
และการให้จำเลยสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ในข้อหาดังกล่าวเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปเสี่ยงในการต่อสู้คดีชั้นศาล
ส่อแสดงว่าจำเลยตอบคำถามของแพทย์หญิงภาวนาด้วยความสมัครใจ
แม้การแอบบันทึกภาพและเสียงการสนทนาระหว่างจำเลยกับฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาตามแผ่นซีดีหมาย
วจ.1 และ วจ.2 เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 วรรคหนึ่ง
บัญญัติให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าการรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา
ดังนั้น แผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงการสนทนาตามหมาย วจ.1 และ วจ.2 รวมทั้งบันทึกการถอดเทปดังกล่าวแม้จะได้มาไม่ชอบ
แต่เมื่อศาลนำมาฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา
ศาลจึงนำพยานหลักฐานข้างต้นมารับฟังได้ หาเป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญตามที่จำเลยกล่าวอ้างไม่
ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551
หลังเกิดเหตุคดีนี้ จึงนำมาใช้แก่จำเลยไม่ได้นั้น
เห็นว่า
บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับทันทีนับตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ
คือวันที่ 8
กุมภาพันธ์ 2551
กรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ศาลจึงมีอำนาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 226/1
มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้
ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปอีกว่า
แผ่นซีดีหมาย วจ.1 และ วจ.2 มีการตัดต่อ เติมแต่งขึ้นใหม่ เป็นบทสนทนาที่ไม่ครบถ้วนถูกต้องนั้น
ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของว่าที่ร้อยตำรวจเอกธัญญสิทธิ์ เจ้าพนักงานกลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์
กองพิสูจน์หลักฐานกลาง พยานจำเลยเบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า
แผ่นซีดีหมาย วจ.1 แผ่นที่ 1, ที่
2, ที่ 4,
ที่ 6 และแผ่นที่ 10 ไม่พบการตัดต่อ พยานปากนี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ไปตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา
ไม่มีข้อน่าระแวงว่าจะเบิกความหรือจัดทำรายงานการตรวจพิสูจน์ให้ผิดไปจากความเป็นจริง
คำเบิกความของพยานจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง เมื่อพิจารณาเนื้อหาจากบันทึกการถอดเทป ได้ความว่า จำเลยแจ้งให้ฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาทราบว่าค่าใช้จ่ายในการสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเงิน
9,000,000 บาท โดยจำเลยจะทำการตกแต่งสำนวนการสอบสวนใหม่ด้วยวิธีสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงที่จำเลยต้องการ พร้อมกับจำเลยจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อจำเลยจะสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ในข้อหาดังกล่าว
อันเป็นการที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่ของจำเลย
ทั้งยังเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานอัยการสูงสุดและนายอาทิตย์
กับเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3
พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า
มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยหรือไม่
เห็นว่า จำเลยเป็นอัยการจังหวัดสุรินทร์ พึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตให้สมกับที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นทนายความของแผ่นดิน
แต่จำเลยกลับอาศัยตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
ซึ่งมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม
พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นข้อเท็จจริงตามบันทึกการถอดเทปสนทนาเชื่อได้ว่า จำเลยมิได้กระทำการเช่นนี้เป็นครั้งแรก
เนื่องจากจำเลยยกตัวอย่างคดีอื่นที่จำเลยเคยสั่งไม่ฟ้องมาแล้วโดยฝ่ายผู้ต้องหาจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน
จึงสมควรลงโทษเพื่อมิให้เจ้าพนักงานอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี นั้น เหมาะสมแล้ว และเมื่อจำเลยต้องโทษจำคุกเกินกว่าห้าปี
กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 56
ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน
มาตรา 157, 201
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), 201 (เดิม)
การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นพนักงานอัยการเรียก รับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 201 (เดิม)
ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด
ตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรม สำนักงานอัยการเขต 3 (ปัจจุบันสำนักงานอัยการภาค 3) ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการ
รักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์
มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานคดีในฐานะหัวหน้าพนักงานอัยการในท้องที่จังหวัดสุรินทร์
ดำเนินคดีและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลชั้นต้น
รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องในฐานะพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 เมื่อวันที่ 5
กันยายน 2550
เจ้าพนักงานสถานีตำรวจภูธรปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกันจับกุมนายอาทิตย์ พร้อมแจ้งข้อหานำยาเสพติดให้โทษในประเภท
1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
กับเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาวันที่ 27
พฤศจิกายน 2550 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปราสาท ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวนายอาทิตย์ไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้อง
จำเลยเป็นเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวในชั้นการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ วันที่ 2, 4 และ 14 ธันวาคม 2550
จำเลยเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์ บิดานายอาทิตย์ ผู้ต้องหา แพทย์หญิงภาวนา
ภริยานายอภิศักดิ์เป็นผู้บันทึกภาพและเสียงการสนทนาของจำเลยตามแผ่นซีดีหมาย วจ.1
และ วจ.2 กับเป็นผู้ถอดเทปการสนทนาดังกล่าว เสียงผู้ชายที่พูดในแผ่นซีดีหมาย วจ.1
แผ่นที่ 1, 2, 6, 8
และแผ่นที่ 10
(วจ.2 แผ่นที่ 1) เป็นเสียงของจำเลย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า
จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า
จำเลยเป็นพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ไม่มีหน้าที่ต้องเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์
บิดานายอาทิตย์ผู้ต้องหาเพื่ออธิบายข้อกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินคดีให้ผู้ต้องหาและญาติผู้ต้องหาทราบ
อีกทั้งการที่จำเลยเดินทางไปที่บ้านของนายอภิศักดิ์ที่จังหวัดบุรีรัมย์ถึง 3
ครั้ง ขณะที่จำเลยรับราชการอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์
โดยนำสำนวนการสอบสวนและหนังสือที่จะแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมไปแสดงแก่ฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาด้วยนั้น
นับเป็นข้อพิรุธผิดปกติวิสัยของพนักงานอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
จะไม่กระทำเช่นนั้น แต่กลับส่อพฤติกรรมให้เชื่อว่าไปติดต่อให้ฝ่ายผู้ต้องหาวิ่งเต้นล้มคดีกับจำเลยเสียมากกว่า
ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า
จำเลยเป็นเจ้าของสำนวนยังไม่ได้มีความเห็นทางคดีว่าจะสั่งคดีประการใด
แพทย์หญิงภาวนาจึงวางแผนให้จำเลยถูกย้ายเพื่อไม่ให้จำเลยมีอำนาจในการสั่งคดีของนายอาทิตย์
โดยทำการบันทึกภาพและเสียงของจำเลย นั้น ปรากฏตามบันทึกถอดเทปการสนทนาว่าแพทย์หญิงภาวนาพยายามขอร้องให้จำเลยช่วยเหลือนายอาทิตย์เนื่องจากนายอาทิตย์ไม่ได้นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร
ซึ่งจำเลยก็มิได้ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือเพียงแต่รอให้ทางฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาเสนอจำนวนเงินเท่านั้น เช่นนี้
ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่แพทย์หญิงภาวนาจะวางแผนกลั่นแกล้งจำเลยให้ถูกย้ายจากตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์เพราะบุคคลที่จะเสียประโยชน์ทางคดี
เป็นนายอาทิตย์ผู้ต้องหาเอง
ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า
การบันทึกภาพและเสียงการสนทนา เป็นการหลอกลวงให้จำเลยตอบคำถาม
ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ไม่อาจรับฟังพยานหลักฐานแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงการสนทนา
ตลอดจนบันทึกถอดเทปการสนทนามาลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า
จำเลยเป็นพนักงานอัยการผ่านการว่าความในคดีต่าง ๆ
เป็นจำนวนมากกว่าจะได้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลยย่อมคุ้นเคยกับการซักถามพยานในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี กอปรกับตามบันทึกถอดเทปการสนทนา
แพทย์หญิงภาวนาก็ใช้คำถามในลักษณะปกติไม่อาจอยู่ในวิสัยที่จะหลอกลวงจำเลยที่มากประสบการณ์ในทางคดีได้
ตรงกันข้ามจำเลยกลับพูดอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อพยายามโน้มน้าวให้เห็นว่าข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษถึงประหารชีวิต
และการให้จำเลยสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ในข้อหาดังกล่าวเป็นวิธีการที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปเสี่ยงในการต่อสู้คดีชั้นศาล
ส่อแสดงว่าจำเลยตอบคำถามของแพทย์หญิงภาวนาด้วยความสมัครใจ
แม้การแอบบันทึกภาพและเสียงการสนทนาระหว่างจำเลยกับฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาตามแผ่นซีดีหมาย
วจ.1 และ วจ.2 เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 วรรคหนึ่ง
บัญญัติให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าการรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา
ดังนั้น แผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงการสนทนาตามหมาย วจ.1 และ วจ.2 รวมทั้งบันทึกการถอดเทปดังกล่าวแม้จะได้มาไม่ชอบ
แต่เมื่อศาลนำมาฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา
ศาลจึงนำพยานหลักฐานข้างต้นมารับฟังได้ หาเป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญตามที่จำเลยกล่าวอ้างไม่
ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551
หลังเกิดเหตุคดีนี้ จึงนำมาใช้แก่จำเลยไม่ได้นั้น
เห็นว่า
บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับทันทีนับตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ
คือวันที่ 8
กุมภาพันธ์ 2551
กรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ศาลจึงมีอำนาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 226/1
มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้
ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปอีกว่า
แผ่นซีดีหมาย วจ.1 และ วจ.2 มีการตัดต่อ เติมแต่งขึ้นใหม่ เป็นบทสนทนาที่ไม่ครบถ้วนถูกต้องนั้น
ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของว่าที่ร้อยตำรวจเอกธัญญสิทธิ์ เจ้าพนักงานกลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์
กองพิสูจน์หลักฐานกลาง พยานจำเลยเบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า
แผ่นซีดีหมาย วจ.1 แผ่นที่ 1, ที่
2, ที่ 4,
ที่ 6 และแผ่นที่ 10 ไม่พบการตัดต่อ พยานปากนี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ไปตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา
ไม่มีข้อน่าระแวงว่าจะเบิกความหรือจัดทำรายงานการตรวจพิสูจน์ให้ผิดไปจากความเป็นจริง
คำเบิกความของพยานจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง เมื่อพิจารณาเนื้อหาจากบันทึกการถอดเทป ได้ความว่า จำเลยแจ้งให้ฝ่ายแพทย์หญิงภาวนาทราบว่าค่าใช้จ่ายในการสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ข้อหานำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเงิน
9,000,000 บาท โดยจำเลยจะทำการตกแต่งสำนวนการสอบสวนใหม่ด้วยวิธีสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงที่จำเลยต้องการ พร้อมกับจำเลยจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อจำเลยจะสั่งไม่ฟ้องนายอาทิตย์ในข้อหาดังกล่าว
อันเป็นการที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่ของจำเลย
ทั้งยังเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานอัยการสูงสุดและนายอาทิตย์
กับเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3
พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า
มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยหรือไม่
เห็นว่า จำเลยเป็นอัยการจังหวัดสุรินทร์ พึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตให้สมกับที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นทนายความของแผ่นดิน
แต่จำเลยกลับอาศัยตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
ซึ่งมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม
พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นข้อเท็จจริงตามบันทึกการถอดเทปสนทนาเชื่อได้ว่า จำเลยมิได้กระทำการเช่นนี้เป็นครั้งแรก
เนื่องจากจำเลยยกตัวอย่างคดีอื่นที่จำเลยเคยสั่งไม่ฟ้องมาแล้วโดยฝ่ายผู้ต้องหาจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน
จึงสมควรลงโทษเพื่อมิให้เจ้าพนักงานอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี นั้น เหมาะสมแล้ว และเมื่อจำเลยต้องโทษจำคุกเกินกว่าห้าปี
กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 56
ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4983/2563
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความผิดพรากเด็กเพื่อการค้าประเวณี และแสวงหาประโยชน์จากเด็ก: องค์ประกอบความผิดและขอบเขตความรับผิด
แม้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านของจำเลยเองโดยจำเลยไม่ได้ชักชวน แต่ขณะอยู่กับจำเลยที่ร้านก็ถือว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 บิดาตลอดเวลา การที่จำเลยรู้เห็นยินยอมให้ลูกค้าใช้ร้านจำเลยเป็นสถานที่ติดต่อพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ออกจากร้านไปทำการค้าประเวณีเพื่อสำเร็จความใคร่ที่อื่น โดยจำเลยได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบจากค่าสุราอาหารที่ลูกค้าต้องสั่งเพิ่มพิเศษและลูกค้าต้องชำระค่าเสียเวลาให้แก่จำเลย ถือว่าจำเลยกระทำการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 จำเลยจึงมีความผิดฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร
แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็ก ก็ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ครบถ้วนแล้ว เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 (เดิม) การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบก็คือการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีนั่นเอง
แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็ก ก็ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ครบถ้วนแล้ว เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 (เดิม) การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบก็คือการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีนั่นเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2563
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องซ้ำ-สิทธิบังคับจำนอง: คดีถึงที่สุดแล้ว แม้หนี้ไม่ระงับ สิทธิยังคงมี แต่ฟ้องซ้ำไม่ได้
เดิมธนาคาร น. เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองอันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้จำนองเต็มตามสิทธิที่ธนาคาร น. มีอยู่ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคาร น. และให้ธนาคาร น. มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ห้องชุดทรัพย์จำนองได้โดยให้นําออกขายทอดตลาดนําเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้ หลังจากนั้นธนาคาร น. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่บริษัท บ. และบริษัท บ.โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์อีกทอดหนึ่ง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร น. เมื่อในคดีก่อนโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อน นําคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก ถือว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและให้มีสิทธิบังคับจำนองห้องชุดทรัพย์จำนองเต็มตามสิทธิของโจทก์ และคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนองเดียวกันอีก คดีนี้จึงมีประเด็นเดียวกับคดีก่อนว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์จำนองหรือไม่ เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่าหนี้จำนองห้องชุดพิพาทได้ระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองห้องชุดพิพาทจึงยังคงมีอยู่และใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์จำนองต่อไปได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 496/2563
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้ว และคำขอคืนเงินไม่เป็นฟ้องซ้อน
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นตัวแทนของบริษัท ศ. หลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกค้าและทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัท ศ. ว่าบริษัท ศ. มีนโยบายสมนาคุณให้แก่ลูกค้าพิเศษ มีโครงการรับฝากเงินแบบออมทรัพย์พิเศษจากลูกค้าโดยจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จ่ายผลประโยชน์ให้แก่ลูกค้าทุก 6 เดือน อันเป็นความเท็จ โจทก์ร่วมหลงเชื่อสั่งจ่ายเช็ค 21 ฉบับ ให้จำเลยแล้วจำเลยนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ ศาลต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาฝากเงินแต่ละครั้งตามวันเดือนปีที่โจทก์ร่วมสั่งจ่ายเช็คแต่ละฉบับให้แก่จำเลยหรือโจทก์ร่วมมีเจตนาฝากเงินเพียงครั้งเดียว ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่งประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ขอให้คืนเงินแม้ถือว่าเป็นการขอแทนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แต่เป็นกรณีที่เนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาอันเป็นมูลละเมิดเท่านั้น ส่วนคดีแพ่งโจทก์ร่วมฟ้องว่าจำเลยและบริษัท ศ. ฐานผิดสัญญาฝากทรัพย์และเรียกทรัพย์คืนอันเป็นมูลหนี้มาจากการผิดสัญญา ถึงแม้คำขอบังคับส่วนแพ่งในคดีนี้และคดีแพ่งเป็นอย่างเดียวกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหามิใช่เป็นอย่างเดียวกัน กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 คำขอให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ร่วม จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยและบริษัท ศ. ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ พิพากษายืน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4953/2563
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ทนายยักยอกเงินค่าเสียหายจากจำเลยไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว แม้คืนเงินภายหลังก็ยังมีความผิดฐานยักยอก
จำเลยประกอบอาชีพทนายความ และเป็นลูกจ้างของโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยมีอำนาจรับเงินและออกใบเสร็จรับเงินแทนโจทก์ได้ การที่ ส. ชำระเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย จำเลยในฐานะตัวแทนผู้รับเงินของโจทก์มาครอบครองไว้จึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินนั้นคืนให้แก่โจทก์ ส. โอนเงินค่าเสียหายเข้าบัญชีจำเลย 11 ครั้ง แต่จำเลยไม่ได้คืนเงินที่ ส. โอนมาแต่ละครั้งให้แก่โจทก์ทันที โดยนำมาคืนโจทก์ทีเดียว 500,000 บาท ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ ส. โอนเงินครั้งแรก 5 เดือนเศษ และภายหลังโอนเงินครั้งสุดท้าย 1 เดือนเศษ จำเลยปิดบังไม่แจ้งเรื่องที่ ส. โอนเงินค่าเสียหายที่ชำระให้แก่โจทก์เข้ามาในบัญชีของจำเลย การที่จำเลยเอาเงินที่ ส. ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์โดยโอนเข้าบัญชีของจำเลย 11 ครั้ง ไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยโจทก์ไม่ทราบและยินยอมให้ทำได้นั้น เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์เป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก แม้จำเลยนำเงิน 500,000 บาท มาคืนโจทก์ก็ไม่ลบล้างการกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดสำเร็จแล้วได้ การที่จำเลยซึ่งมีอาชีพเป็นทนายความอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนยักยอกเงินของโจทก์ไปในระหว่างเวลาที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์โดยให้มีอำนาจรับเงินและออกใบเสร็จรับเงินแทนโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 354 (เดิม) ประกอบมาตรา 352 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4926/2563
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิพากษาคดีบุกรุกป่าและการดำเนินคดีอาญาที่ศาลล่างพิพากษาผิดพลาดเรื่องอายุความและบทลงโทษ
การที่จะนำกฎหมายฉบับใดมาใช้เพื่อพิจารณาพิพากษาให้บุคคลได้รับโทษทางอาญานั้น กฎหมายฉบับดังกล่าวต้องเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด คดีนี้จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่ต้นปี 2558 และได้กระทำต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 การกระทำความผิดของจำเลยจึงมีขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุ และยังคงเป็นความผิดอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลาที่จำเลยยังยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยช่วงระหว่างต้นปี 2558 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 การยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) และเมื่อ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับในวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 จำเลยก็ยังคงยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานจับกุมจำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดขณะที่กฎหมายฉบับเดิมยังมีผลใช้บังคับ และขณะที่กฎหมายฉบับใหม่ใช้บังคับแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยภายหลังวันที่ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับแล้ว และตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ด้วย คดีนี้จึงชอบที่ต้องนำ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มาปรับใช้บังคับลงโทษแก่จำเลย กรณีมิใช่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 ที่บัญญัติให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด และหาใช่เป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ภายหลังการกระทำความผิดขึ้นไม่อาจมีผลย้อนหลังไปเอาผิดหรือลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นดังที่จำเลยฎีกาไม่ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ไขเพิ่มเติมโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแก่จำเลยแต่อย่างใด จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212
ความผิดฐานเข้าไปดำเนินกิจการใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 16 (13) ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 27 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิด ระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท มีอายุความหนึ่งปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อต้นปี 2558 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกันตลอดมา แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 จึงเกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิด ความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ความผิดฐานเข้าไปดำเนินกิจการใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา 16 (13) ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 27 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิด ระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท มีอายุความหนึ่งปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อต้นปี 2558 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกันตลอดมา แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 จึงเกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิด ความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4923/2563
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เบี้ยปรับจากข้อตกลงรถยนต์คันแรก ศาลยืนตามดุลยพินิจลดอัตราดอกเบี้ย
ตามคำขอใช้สิทธิและเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกที่กำหนดว่า กรณีผู้ขอใช้สิทธิมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขสละสิทธิการโอนรถยนต์ใหม่คันแรกภายใน 5 ปี ให้ครบถ้วนจะต้องนำเงินที่ได้รับไปส่งคืน โดยยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เป็นกรณีที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยหลังจากผิดนัดชำระหนี้ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าถือเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นเบี้ยปรับและใช้ดุลพินิจปรับลดเป็นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น เหมาะสมแล้ว