Law3s Deka Logo

คำพิพากษาศาลฎีกา ปี พ.ศ. 2505 — หน้า 20

ระบบค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ค้นหาได้หลายรูปแบบ และใหม่ล่าสุดค้นหาด้วย Ai

ฎีกาใหม่ ฎีกาที่คนเข้าชมสูงสุด ฎีกาแนะนำโดยทีมงาน ดูฎีกาตามรายปี พ.ศ.

ผลการค้นหาตามปี "2505" (679 รายการ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2505

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิการเช่าหลังการซื้อขายทอดตลาด: สัญญาเช่าเดิมไม่ผูกพันผู้ซื้อใหม่ ผู้เช่าต้องออกจากห้องเช่าเมื่อสัญญาประนีประนอมสิ้นสุด
จำเลยซื้อห้องแถวพิพาทของผู้อื่น ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลหากมีสัญญาเช่าระหว่างผู้ร้องกับเจ้าของห้องแถวนี้ก่อนจำเลยซื้อก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์แต่อย่างใด และก่อนที่จำเลยจะรื่อห้องแถวไปผู้ร้องยังอยู่ในห้องแถวได้ก็ต้องถือว่าอยู่โดยอาศัยอำนาจของจำเลยผู้ซื้อห้องแถวนั้นมาได้ เมื่อผู้ร้องไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษที่ดีกว่าอำนาจของจำเลยให้ศาลเห็นได้ ก็ต้องออกจากห้องเช่าไปตามสัญญาประนีประนอมที่จำเลยตกลงไว้กับโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2505

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตการใช้ค่าเสียหายตามคำสั่งศาลชั่วคราว: คำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเกณฑ์สูงสุด
แม้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ตัดสินให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีจะได้กล่าวไว้ว่า ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายไปจนกว่า โจทก์จะได้ขอถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวก็ตาม แต่ในคำพิพากษาศาลฎีกาได้พิพากษาว่า ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายจนกว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ห้ามชั่วคราวนั้นสิ้นสุดลง ดังนี้ ต้องถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาและกรณีเช่นนี้ คำสั่งห้ามชั่วคราวนั้นย่อมสิ้นสุดลงวันวันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (1) โดยโจทก์ไม่ต้องร้องขอให้ถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวนั้นแต่อย่างใด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 506/2505 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขาดนัดพิจารณา & เอกสารขีดฆ่าใช้เป็นหลักฐานได้หากปิดแสตมป์ครบ
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติเพียงว่า ตราสารใดที่ไม่ปิดแสตมป์ครบจำนวนและได้ขีดฆ่าแล้วจะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ไม่ได้บังคับถึงเวลาทีปิดหรือบุคคลผู้ปิดและขีดฆ่า
ศาลกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบ พยานโจทก์จำเลยไม่มาศาล ถือว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาความประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรค 2 และมาตรา 202

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 506/2505

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ จำเลยขาดนัดพิจารณาคดี ศาลสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวได้
ศาลกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบ ถึงกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยไม่มาศาลถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 197 วรรค 2 และมาตรา 202ศาลย่อมสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาคดีได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 501/2505 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การฟ้องบังคับจำนองกับการฟ้องให้รับภาระจำนอง ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ แม้เกี่ยวกับที่ดินแปลงเดียวกัน
คดีก่อน โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินได้ต้องเป็นผู้รับภาระหนี้จำนองแทนผู้จำนองเดิมและให้จำเลยไปจดทะเบียนการจำนองต่อหะทะเบียน ศาลพิจารณาฟ้องแล้วเห็นว่าจำเลยยังไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้แสดงสิทธิจำนองแล้วพิพากษายกฟ้อง คดีหลังนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนอง (ที่ดินแปลงเดียวกัน) ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 501/2505

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การบังคับจำนองและการฟ้องซ้ำ: สิทธิการฟ้องของโจทก์และการโต้แย้งสิทธิของจำเลย
คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินได้ต้องรับภาระหนี้จำนองแทนผู้จำนองเดิมและให้จำเลยไปจดทะเบียนการจำนองต่อหอทะเบียน ศาลพิจารณาฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยยังไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์มาฟ้องใหม่ขอให้บังคับจำนองได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 500/2505

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องรวมคดีเจ้าพนักงานจดบัญชีเท็จ เมื่อศาลแขวงฯมีคำสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องฐานเบียดบังทรัพย์แล้ว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงาน โดยเป็นข้าราชการชั้นจัตวาประจำแผนกบัญชีและพัสดุ มีหน้าที่ทำบัญชี จัดการเกี่ยวกับการเงิน ฯลฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กล่าวคือได้ยักยอกเอาเงินของกรมโยธาเทศบาลไปจำนวนหนึ่ง ในการกระทำทุจริตของจำเลยปรากฏว่าจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตนำเช็คที่สั่งจ่ายให้ผู้อื่นไปเบิกเงินเอาไปใช้ส่วนตัว ทำให้สาธารณชนและกรมโยธาเทศบาลเสียหาย และเพื่อปกปิดการกระทำดังกล่าว จำเลยบังอาจจดจำนวนเงินผิดจากความจริงลงในทะเบียนบัญชีเงินสดฯ อันเป็นหนังสือสำคัญในราชการซึ่งอยู่ในหน้าที่ของจำเลย พนักงานสอบสวนได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงฯ ให้ไต่สวนมูลฟ้องฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังเอาทรัพย์เป็นประโยชน์โดยเจตนาทุจริต ศาลแขวงสั่งคดีมีมูล เหตุที่โจทก์ฟ้องต่อศาลอาญาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำหนังสือราชการเท็จมาด้วยนั้น เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวกันเกี่ยวพันกันและต่อเนื่องกับข้อเท็จจริงในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำบัญชีและรักษาทรัพย์ เบียดบังเอาทรัพย์นั้นโดยทุจริตที่ศาลแขวงสั่งมีมูลนั้น
วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานจดบัญชีเท็จดังกล่าวนั้น รวมมาได้ตามมาตรา 16 แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ พ.ศ. 2499

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 499/2505

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การแสดงรายการจ่ายเช็คของผู้ชำระบัญชี: รายการรวมยอดถูกต้องตามกฎหมาย
การชำระบัญชีตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1255,1270 บัญญัติไว้นั้นหาได้บังคับว่า ผู้ชำระบัญชีต้องแสดงรายการจ่ายเช็คเป็นรายๆ ทุกรายไปผู้ชำระบัญชีแสดงรายจ่ายรวมยอดได้ ไม่จำต้องแยกยอดเมื่อแสดงรายจ่ายได้ถูกต้องแล้วก็ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 499/2505 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตการแสดงรายการค่าใช้จ่ายของผู้ชำระบัญชี: ไม่จำเป็นต้องแยกรายละเอียดการจ่ายเช็คให้ตนเอง หากแสดงยอดรวมถูกต้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1255, 1270 ไม่ได้บังคับว่าผู้ชำระบัญชีต้องแสดงรายการจ่ายเช็คที่ผู้ชำระบัญชีได้ออกสั่งจ่ายให้แก่ตนเองว่า ตนได้ใช้จ่ายอย่างไรในการชำระบัญชีเป็นราย ๆ ไปทุกราย เมื่อศาลฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ชำระบัญชีแสดงรายจ่ายรวมยอดได้ไม่จำต้องแยกยอด และบัญชีของจำเลยแสดงรายจ่ายถูกต้องแล้ว ก็ไม่มีข้อใดที่ขัดต่อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 484/2505

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การพิจารณาคดีอาญาต้องแสวงหาความจริง แม้จำเลยรับสารภาพ ศาลต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่อาจทำให้จำเลยไม่ต้องรับโทษ
ถึงแม้จำเลยจะรับสารภาพตามฟ้อง และโจทก์จำเลยแถลงไม่สืบพยานก็ดี หากมีหลักฐานบางอย่างปรากฏอยู่ในสำนวนว่าถ้าเป็นจริงตามหลักฐานนั้น จะไม่อาจลงโทษจำเลยได้แล้วศาลก็ชอบที่จะพิจารณาหลักฐานข้อนั้นให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนเช่น สอบถามโจทก์ หรือสืบพยานหลักฐานที่อาจมีต่อไปให้เสร็จสิ้นแล้วจึงพิพากษาคดีไปตามที่ได้ความนั้นไม่ใช่ด่วนพิพากษาไปตามคำรับสารภาพนั้นเลยทีเดียว
of 68 ⏮ ◀ ▶ ⏭