ผลการค้นหาตามปี "2495" (625 รายการ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 504/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเรียกรับเงินจากผู้ถูกจับเพื่อแลกกับการปล่อยตัว ถือเป็นความผิดฐานเรียกสินบน
การที่จำเลยผู้เป็นตำรวจจับเขามาด้วยข้อหาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเรียกเอาเงินเขา เมื่อได้เงินแล้วก็ปล่อยไปนั้น แม้ข้อหาที่จับมานั้นจะเป็นข้อหาที่นมนานขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว ก็ย่อมถือได้ว่า เป็นเรื่องเรียกสินบนเพื่อปฏิบัติการผิดหน้าที่ ซึ่งนอกเหนือเหลือเกินมิชอบด้วยอำนาจหน้าที่ของจำเลย ย่อมเป็นผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 138
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 504/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ตำรวจเรียกรับเงินจากผู้ต้องหาเพื่อแลกกับการปล่อยตัว ถือเป็นความผิดเรียกสินบน
การที่จำเลยผู้เป็นตำรวจจับเขามาด้วยข้อหาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเรียกเอาเงินเขา เมื่อได้เงินแล้วก็ปล่อยไปนั้น แม้ข้อหาที่จับมานั้นจะเป็นข้อหาที่นมนานขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว ก็ย่อมถือได้ว่า เป็นเรื่องเรียกสินบนเพื่อปฏิบัติการผิดหน้าที่ ซึ่งนอกเหนือเเหลือเกินมิชอบด้ยอำนาจหน้าที่ของจำเลย ย่อมเป็นผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 138
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 494/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องแจ้งความเท็จ: การระบุเวลาไม่จำเป็นหากเข้าใจได้ตามบริบท
โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการร้องขอโอนทะเบียนรับมรดกที่ดินและเรื่องกล่าวถึงการจำนองที่ดินซึ่งจะต้องทำต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามเวลาราชการนั้น แม้โจทก์จะบรรยายระบุถึงวันเดือนปีที่จำเลยกระทำผิดมิได้ระบุเวลากลางวันหรือกลางคืนด้วยก็ย่อมเข้าใจได้ว่า เวลาราชการของเจ้าพนักงานที่ดินตามปกติ ก็ต้องเป็นเวลากลางวัน จำเลยย่อมเข้าใจข้อหาในเรื่องเวลาได้ดี ไม่มีทางให้เข้าใจผิดหลงฟ้องดังกล่าว จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์พอเพียงตามความประสงค์ของกฎหมายแล้ว (อ้างฎีกาที่868,869/2494,101/2495)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 494/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การระบุเวลาความผิดในฟ้องอาญา ไม่จำเป็นต้องระบุกลางวัน/กลางคืน หากบริบทชัดเจน
โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานทีดินในการร้องขอโอนทะเบียนรับมรดกที่ดินและเรื่องกล่าวถึงการจำนองที่ดินซึ่งจะต้องทำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ตามเวลาราชการนั้น แม้โจทก์จะบรรยายรุบุถึงวันเดือนปีที่ จำเลยกระทำผิด มิได้ระบุเวลากลางวันหรือกลางคืนด้วย ก็ย่อมเข้าใจได้ว่า เวลาราชการของเจ้าพนักงานที่ดินตามปกติ ก็ต้องเป็นเวลากลางวัน จำเลยย่อมเข้าใจข้อหาในเรื่องเวลาได้ดี ไม่มีทางให้เข้าใจผิดหลงฟ้องดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์พอเพียง ตามความประสงค์ของกฎหมายแล้ว
(อ้างฎีกาที่ 868 869/2494, 101 /2495
(อ้างฎีกาที่ 868 869/2494, 101 /2495
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องไม่ชัดเจน: ประเด็นขัดแย้งเรื่องพินัยกรรม ทำให้ฟ้องเคลือบคลุม
โจทก์กล่าวในฟ้องตอนแรกว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ผู้ใดเลย ขอให้ศาลสั่งทำลายพินัยกรรมที่จำเลยนำออกแสดงนั้นเสียแล้วภายหลังร้องเพิ่มเติมฟ้องอีกว่าถึงแม้ผู้ตายจะได้ทำพินัยกรรมไว้จริงก็เป็นโมฆะเพราะทำในขณะวิกลจริตและทำไม่ถูกตามแบบซึ่งกฎหมายบังคับไว้จึงเป็นฟ้องที่ตั้งประเด็นเป็น 2 นัยหรือ 2 อย่างไม่แน่นอนขัดแย้งกันเพราะจะเป็นไปไม่ได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม(อ้างฎีกาที่ 51/2487)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องเคลือบคลุม: การอ้างทั้งปฏิเสธการทำพินัยกรรมและอ้างโมฆะของพินัยกรรม
โจทก์กล่าวในฟ้องตอนแรกว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ผู้ใดเลย ขอให้ศาลสั่งทำลายพินัยกรรมที่จำเลยนำออกแสดงนั้นเสีย แล้วภายหลังร้องเพิ่มเติมฟ้องอีกว่า ถึงแม้ผู้ตายจะได้ทำพินัยกรรมไว้จริง ก็เป็นโมฆะ เพราะทำในขณะวิกลจริต และทำไม่ถูกตามแบบซึ่งกฎหมายบังคับไว้ จึงเป็นฟ้องที่ตั้งประเด็นเป็น 2 นัยหรือ 2 อย่างไม่แน่นอนขัดแย้งกัน เพราะจะเป็นไปไม่ได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 486/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบรรยายฟ้องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ แต่ยังคงความผิดเดิม ฟ้องไม่ตก
โจทก์ฟ้องบรรยายว่าจำเลยใช้มีดแทงผู้ตาย ตายโดยเจตนาฆ่าแต่ตามท้องสำนวนได้ความว่า ผู้ตายถูกแทงด้วยของแข็งแหลมดังนี้แม้จะไม่ได้ความชัดว่า ถูกแทงด้วยมีดดังโจทก์ระบุในฟ้อง ก็เป็นการถูกแทงเช่นเดียวกัน หาใช่เป็นกรณีข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต่างกับคำบรรยายฟ้อง อันจะทำให้ฟ้องตกไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 486/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องอาญา – ข้อเท็จจริงต่างจากฟ้อง – ความผิดฐานฆ่า – ของที่ใช้ทำร้ายไม่ตรงตามที่ระบุในฟ้อง
โจทก์ฟ้องบรรยายว่า จำเลยใช้มีดแทงผู้ตาย ตายโดยเจตนาฆ่า แต่ตามท้องสำนวนได้ความว่า ผู้ตายถูกแทงด้วยของแข็งแหลม ดังนี้ แม้จะไม่ได้ความชัดว่า ถูกแทงด้วยมีดดังโจทก์ระบุ - ในฟ้อง ก็เป็นการถูกแทงเช่นเดียวกัน หาใช่เป็นกรณีข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต่างกับคำบรรยายฟ้อง อันจะทำให้ฟ้องตกไปตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา 192 ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 485/2495
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิซื้อคืนที่ดินภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญา แม้ฟ้องหลังหมดกำหนดก็ชอบ
โจทก์ขายนาให้จำเลยแล้วมีข้อสัญญากันว่า ต่อไปในวันข้างหน้าในระยะครบ 2 ปีเป็นจำนวนพ.ศ.2493 หรือ 2494 ถ้าโจทก์นำเงินมาซื้อคืนได้ จำเลยจะต้องขายนาคืนให้ นั้นย่อมหมายความว่า โจทก์มีสิทธิซื้อคืนได้ภายในระยะ 2 ปีนับแต่วันทำสัญญากันนั่นเอง สุดแต่จะไปครบ2 ปี ในปี พ.ศ.2493 หรือ พ.ศ.2494
โจทก์ฟ้องว่า ได้ไปขอซื้อนาคืนจากจำเลยในต้น พ.ศ. 2494 แต่จำเลยไม่ยอมขายคืนให้ ฯลฯ จำเลยไม่ได้ให้การกล่าวถึงหรือปฏิเสธความข้อนี้ประการใด จึงต้องถือว่าจำเลยรับในข้อเท็จจริงข้อที่โจทก์ฟ้องข้อนี้แล้ว
โจทก์ขายนาให้จำเลยโดยมีข้อสัญญากันว่า โจทก์มีสิทธิขอซื้อคืนได้ภายในกำหนด 2 ปี ครั้นต่อมาโจทก์ได้ขอซื้อคืนภายในระยะเวลา 2 ปีอันเป็นระยะเวลาที่โจทก์มีสิทธิขอซื้อคืนได้ เมื่อจำเลยไม่ยอมขาย ย่อมถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้และโจทก์จะยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปีแล้ว ก็ได้เพราะโจทก์ได้ขอซื้อคืนไว้ภายในระยะ 2 ปีแล้ว
โจทก์ฟ้องว่า ได้ไปขอซื้อนาคืนจากจำเลยในต้น พ.ศ. 2494 แต่จำเลยไม่ยอมขายคืนให้ ฯลฯ จำเลยไม่ได้ให้การกล่าวถึงหรือปฏิเสธความข้อนี้ประการใด จึงต้องถือว่าจำเลยรับในข้อเท็จจริงข้อที่โจทก์ฟ้องข้อนี้แล้ว
โจทก์ขายนาให้จำเลยโดยมีข้อสัญญากันว่า โจทก์มีสิทธิขอซื้อคืนได้ภายในกำหนด 2 ปี ครั้นต่อมาโจทก์ได้ขอซื้อคืนภายในระยะเวลา 2 ปีอันเป็นระยะเวลาที่โจทก์มีสิทธิขอซื้อคืนได้ เมื่อจำเลยไม่ยอมขาย ย่อมถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้และโจทก์จะยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปีแล้ว ก็ได้เพราะโจทก์ได้ขอซื้อคืนไว้ภายในระยะ 2 ปีแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 485/2495 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สิทธิซื้อคืนที่ดินตามสัญญา ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสิทธิ
โจทก์ขายนาให้จำเลยแล้วมีข้อสัญญากันว่า ต่อไปในวันข้างหน้าในระยะครบ 2 ปี เป็นจำนวน พ.ศ. 2493 หรือ 2494 ถ้าโจทก์นำเงินมาซื้อคืนได้ จำเลยจะต้องขายนาคืนให้ นั้นย่อมหมายความว่า โจทก์มีสิทธิซื้อคืนได้ภายในระยะ 2 ปี นับแต่วันทำสัญญากันนั้นเอง สุดแต่จะไปครบ 2 ปี ใน ปี พ.ศ. 2493 หรือ พ.ศ. 2494
โจทก์ฟ้องว่า ได้ไปขอซื้อนาคืนจากจำเลยในต้น พ.ศ. 2494 แต่จำเลยไม่ยอมขายคืนให้ ฯลฯ จำเลยไม่ได้ให้การกล่าวถึงหรือปฏิเสธความข้อนี้ประการใด จึงต้องถือว่าจำเลยรับในข้อเท็จจริงข้อที่โจทก์ฟ้องนี้แล้ว
โจทก์ขายนาให้จำเลยโดยมีข้อสัญญากันว่า โจทก์มีสิทธิขอซื้อคืนได้ภายในกำหนด 2 ปี ครั้นต่อมาโจทก์ได้ขอซื้อคืนภายในระยะเวลาปีอันเป็นระยะเวลาที่โจทก์มีสิทธิขอซื้อคืนได้ เมื่อจำเลยไม่ยอมขาย ย่อมถือได้ว่า จำเลยผิดสัญญา โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ และโจทก์จะยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปีแล้วก็ได้ เพราะโจทก์ได้ขอซื้อคืนไว้ภายในระยะ 2 ปี แล้ว
โจทก์ฟ้องว่า ได้ไปขอซื้อนาคืนจากจำเลยในต้น พ.ศ. 2494 แต่จำเลยไม่ยอมขายคืนให้ ฯลฯ จำเลยไม่ได้ให้การกล่าวถึงหรือปฏิเสธความข้อนี้ประการใด จึงต้องถือว่าจำเลยรับในข้อเท็จจริงข้อที่โจทก์ฟ้องนี้แล้ว
โจทก์ขายนาให้จำเลยโดยมีข้อสัญญากันว่า โจทก์มีสิทธิขอซื้อคืนได้ภายในกำหนด 2 ปี ครั้นต่อมาโจทก์ได้ขอซื้อคืนภายในระยะเวลาปีอันเป็นระยะเวลาที่โจทก์มีสิทธิขอซื้อคืนได้ เมื่อจำเลยไม่ยอมขาย ย่อมถือได้ว่า จำเลยผิดสัญญา โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ และโจทก์จะยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปีแล้วก็ได้ เพราะโจทก์ได้ขอซื้อคืนไว้ภายในระยะ 2 ปี แล้ว