Law3s Deka Logo

คำพิพากษาศาลฎีกา ปี พ.ศ. 2492 — หน้า 27

ระบบค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ค้นหาได้หลายรูปแบบ และใหม่ล่าสุดค้นหาด้วย Ai

ฎีกาใหม่ ฎีกาที่คนเข้าชมสูงสุด ฎีกาแนะนำโดยทีมงาน ดูฎีกาตามรายปี พ.ศ.

ผลการค้นหาตามปี "2492" (1442 รายการ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 717/2492

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การวางเพลิงโดยเจตนา แม้ทรัพย์สินเสียหายเล็กน้อย ก็เป็นความผิดฐานวางเพลิง ไม่ใช่ทำให้เสียทรัพย์
ความผิดฐานวางเพลิงตามมาตรา 185 หมายความว่าเป็นการก่อวินาศภัยเป็นการใหญ่ โดยใช้เพลิงเผาผลาญเป็นลักษณะแห่งการกระทำให้เกิดหรือน่าจะเกิดภยันตราย หรือหวาดเสียวตื่นเต้นแก่สาธารณชน ถึงแม้จะเป็นผิดเพียงพยายามก็มีความผิดฐานพยายามวางเพลิง ไม่ใช่เรื่องทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 189
ส่วนความผิดตามมาตรา 189 นั้น สำหรับกรณีเล็กน้อยไม่เกี่ยวเป็นภยันตรายแก่สาธารณชนหรือผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งที่แท้เป็นเรื่องทำให้เสียทรัพย์นั่นเอง แต่โดยวิธีใช้ไฟเผา
การที่จะวินิจฉัยว่าเป็นการวางเพลิงจุดเผาทรัพย์ตามความในมาตรา 185 จะต้องดูถึงกิจการที่พึงกระทำนั้นว่า มีลักษณะเป็นเรื่องใหญ่หรือน้อยและอาจเกี่ยวแก่ภยันตรายของบุคคล หรือสาธารณชนหรือไม่มิใช่ดูแต่ราคาทรัพย์ที่เสียหายว่า ถ้าราคาน้อยแล้ว จะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์หามิได้
จำเลยใช้ตะเกียงจุดหญ้าที่มุงหลังคาเรือนจนไฟไหม้หญ้าคาไป 4 ตับโดยจำเลยมีเจตนาจุดเผาเรือนนั้น แม้ทรัพย์ที่ถูกเผาไหม้จะมีราคาเล็กน้อยก็ตาม จะเรียกว่าเป็นการกระทำแก่ทรัพย์มีราคาเล็กน้อยไม่ได้ ด้วยกระทำแก่เคหะสถานทั้งหลัง จำเลยจึงมีความผิดฐานวางเพลิงสำเร็จแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2492

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจ้าพนักงานใช้อำนาจในทางทุจริต บังคับให้ได้ทรัพย์สินโดยมิชอบ ไม่ใช่ปล้นทรัพย์
จำเลยที่ 1-2 เป็นพลตำรวจ ได้สมคบกันไปจับผู้เสียหายมา 2 คน บอกว่าสงสัยว่าลักควายของจำเลยที่ 3 และใส่กุญแจมือพามาบ้านจำเลยที่ 4 ในระหว่างเดินทาง จำเลยที่ 1 ได้เอาปืนยาวตีศีรษะผู้เสียหายให้เอาเงินมาคนละ 300 บาท ถ้าไม่ให้จะฆ่าทิ้งเสียในคืนนี้ ผู้เสียหายยอมรับจะให้คนละ 250 บาท แต่เวลานั้นยังไม่มีเงิน จำเลยจึงบอกให้ผู้เสียหายขายควายและให้เอาเรือน ที่บ้านและไร่ยาสูบขายฝากผู้อื่นไว้แล้วจำเลยที่ 1 ก็รับเอาเงินที่ขายควายและขายฝากเรือน ที่บ้านและไร่ยาสูบไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 270 และมาตรา 136 ฐานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริต หาใช่เป็นการปล้นทรัพย์ เพราะมิใช่การขู่เข็ญชิงเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของเจ้าทรัพย์ หากแต่เป็นการที่จำเลยบังคับให้เขาให้หรือให้เขาหาทรัพย์ หรือผลประโยชน์อันมิควรจะได้ตามกฎหมายมาให้แก่ตัวมันโดยมันเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่บังคับโดยทางอันมิชอบ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 268,270,301 แต่ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสมว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 270,136 แต่โจทก์อ้างบทหรือมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจ้าพนักงานใช้อำนาจในทางทุจริตเรียกทรัพย์จากประชาชน แม้ไม่ใช่การปล้นทรัพย์ ก็มีความผิดตามกฎหมาย
จำเลยที่ 1 - 2 เป็นพลตำรวจ ได้สมคบกันไปจับผู้เสียหายมา 2 คน บอกว่าสงสัยว่าลักควายของจำเลยที่ 3 และใส่กุญแจมือพามาบ้านจำเลยที่ 4 ในระหว่างเดินทาง จำเลยที่ 1 ได้เอาปืนยาวตีศีรษะผู้เสียหายให้เอาเงินมาคนละ 300 บาท ถ้าไม่ให้จะฆ่าทิ้งเสียในคืนนี้ ผู้เสียหายยอมรับจะให้คนละ 250 บาท แต่เวลานั้นยังไม่มีเงิน จำเลยจึงบอกให้ผู้เสียหายขายควายและให้เอา เรือนที่บ้านและไร่ยาสูบขายฝากผู้อื่นไว้แล้วจำเลยที่ 1 ก็รับเอาเงินที่ขายควายและขายฝากเรือน ที่บ้านและไร่ยาสูบไปดังนี้ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 270 และมาตรา 136 ฐานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจจริต หาใช่เป็นการปล้นทรัพย์ เพราะมิใช่การขู่เข็ญชิงเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของเจ้าทรัพย์ หากแต่เป็นการที่จำเลยบังคับให้เขาให้หรือให้เขาหาทรัพย์ หรือผลประโยชน์อันมิควรจะได้ตามกฎหมายมาให้แก่ตัวมันโดยมันเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่บังคับโดยทางอันมิชอบ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 268, 270, 301 แต่ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสมว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 270, 136 แต่โจทก์อ้างบทหรือมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา 192 วรรค 4.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 706/2492

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การซื้อขายทองรูปพรรณโดยผู้รับของมาขายต่อ: สิทธิของผู้ซื้อโดยสุจริตตามมาตรา 1332
จำเลยที่ 2 ตั้งร้านขายของชำ และมีอาชีพทางรับเครื่องทองรูปพรรณที่ทำด้วยเงิน ทอง นาค จากร้านขายของเช่นนั้นไปจำหน่ายหากำไรบ้างขายเครื่องรูปพรรณของตนเองบ้าง จำเลยที่ 2 ปฏิบัติการค้าเช่นนี้เป็นอาจิณตลอดมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว จำเลยที่ 2 เคยติดต่อรับของจากร้านจำเลยที่ 1 ไปจำหน่าย ดังนี้ ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นพ่อค้าขายทองรูปพรรณตามความหมายในมาตรา 1332 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 2 นำเข็มขัดนาคจากร้านของจำเลยที่ 1 มาขายให้โจทก์ และโจทก์รับซื้อไว้โดยสุจริต โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 706/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การซื้อขายทรัพย์สินจากผู้รับช่วง (พ่อค้า) และสิทธิของผู้ซื้อโดยสุจริตตาม ป.ม.แพ่ง
จำเลยที่ 2 ตั้งร้านขายของชำ และมีอาชีพทางรับเครื่องทองรูปพรรณที่ทำด้วยเงิน ทอง นาค จากร้ายขายของเช่นนั้นไปจำหน่ายหากำไรบ้าง ขายเครื่องรูปพรรณของตนเองบ้างจำเลยที่ 2 ปฏิบัติการค้าเช่นนี้เป็นอาจินต์ตลอดมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว จำเลยที่ 2 เคยติดต่อรับของจากร้านจำเลยที่ 1 ไปจำหน่าย ดังนี้ ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นพ่อค้าขายของรูปพรรณตามความหมายในมาตรา 1332 ป.ม.แพ่ง ฯ ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 2 นำเข็มขัดนาคจากร้านของจำเลยที่ 1 มาขายให้โจทก์ และโจทก์รับซื้อไว้โดยสุจริต โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทนหลังเจ้าของได้กรรมสิทธิ์แล้ว
โจทก์ครองครองที่พิพาทจนได้กรรมสิทธิตามมาตรา 1382 แล้วได้ไปกู้เงินโดยเอาโฉนดที่พิพาทให้เจ้าหนี้ยึดไว้ จำเลยที่ 1 ลอบไปไถ่คืนเอาโฉนดมาจากเจ้าหนี้ของโจทก์ แล้วโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโดยโจทก์ไม่ทราบ แล้วจำเลยที่ 1 ยังโอนยกให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นบุตร ดังนี้ การโอนโฉนดลงชื่อจำเลยที่ 1 ก็ดีการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ที่ 2 ก็ดี เป็นไปโดยไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทน จำเลยทั้งสองจะยกมาตรา 1299, 1300 ขึ้น ต่อสู้โจทก์ไม่ได้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2492

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์และการโอนที่ดินโดยไม่สุจริต
โจทก์ครอบครองที่พิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1382 แล้วได้ไปกู้เงินโดยเอาโฉนดที่พิพาทให้เจ้าหนี้ยึดไว้
จำเลยที่ 1 ลอบไปไถ่คืนเอาโฉนดมาจากเจ้าหนี้ของโจทก์แล้วโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโดยโจทก์ไม่ทราบแล้วจำเลยที่ 1 ยังโอนยกให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นบุตรดังนี้ การโอนโฉนดลงชื่อจำเลยที่ 1 ก็ดีการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ที่ 2 ก็ดี เป็นไปโดยไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทนจำเลยทั้งสองจะยกมาตรา 1299,1300 ขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 695/2492 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การยินยอมให้จำนอง/โอนสิทธิในที่ดิน การได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยชอบธรรม
โจทก์ฟ้องว่า นายโทนได้กู้เงินโจทก์ไปและมอบที่นาไม่มีโฉนดให้โจทก์เป็นประกันโดยมีข้อตกลงว่า เมื่อพ้น 6 เดือนนับแต่วันทำสัญญากู้ ยอมให้ที่นาตกเป็นกรรมสิทธิของผู้ให้กู้ โจทก์ได้ครอบครองมา 6 ปีแล้ว ขอให้ขับไล่จำเลย ๆ ต่อสู้ว่านาพิพาทเป็นของจำเลยได้ให้นายโทนยืมไปให้โจทก์ทำต่างดอกเบี้ย เมื่อทางพิจารณาได้ความว่านายโทนได้นำนาไปมอบให้โจทก์โดยความยินยอมของจำเลย และจำเลยได้แถลงรับว่า ก่อนจะจำนำนา นายโทนได้ปรึกษากับจำเลยก่อนแล้วและในคำให้การจำเลยมิได้ปฏิเสธในข้อที่นายโทนไปทำสัญญากับโจทก์ ยอมให้ที่หลุดเป็นสิทธิแต่ประการใดไม่ ดังนี้ ตามพฤตติการณ์จึงส่อแสดงให้เข้าใจว่านายโทนทำไปโดยความยินยอมของจำเลย โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่รายนี้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 695/2492

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความยินยอมในการจำนำทรัพย์สิน และสิทธิการครอบครองที่ได้มาจากการทำสัญญา
โจทก์ฟ้องว่า นายโทนได้กู้เงินโจทก์ไปและมอบที่นาไม่มีโฉนดให้โจทก์เป็นประกัน โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อพ้น 6 เดือนนับแต่วันทำสัญญากู้ ยอมให้ที่นาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้กู้ โจทก์ได้ครอบครองมา 6 ปีแล้ว ขอให้ขับไล่จำเลย จำเลยต่อสู้ว่านาพิพาทเป็นของจำเลยได้ให้นายโทนยืมไปให้โจทก์ทำต่างดอกเบี้ย เมื่อทางพิจารณาได้ความว่านายโทนได้นำนาไปมอบให้โจทก์โดยความยินยอมของจำเลย และจำเลยได้แถลงรับว่า ก่อนจะจำนำนา นายโทนได้ปรึกษากับจำเลยก่อนแล้วและในคำให้การจำเลยมิได้ปฏิเสธในข้อที่นายโทนไปทำสัญญากับโจทก์ ยอมให้ที่หลุดเป็นสิทธิแต่ประการใดไม่ดังนี้ ตามพฤติการณ์จึงส่อแสดงให้เข้าใจว่านายโทนทำไปโดยความยินยอมของจำเลย โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่รายนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 693-694/2492

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เขตห้ามขนย้ายข้าว: การขนย้ายเข้าเขตไม่ใช่ความผิดตาม พ.ร.บ.สำรวจและห้ามกักกันข้าว
โจทก์ฟ้องกล่าวว่าจำเลยขนย้ายข้าวเข้ามาในเขตห้ามขนย้ายข้าวตามประกาศของคณะกรรมการสำรวจและห้ามกักกันข้าวดังนี้ จำเลยย่อมไม่มีผิดตาม พระราชบัญญัติสำรวจและห้ามกักกันข้าว พ.ศ.2489 มาตรา 10เพราะมาตรานี้ห้ามไว้แต่การขนย้ายออกนอกเขตซึ่งคณะกรรมการประกาศกำหนดเท่านั้น
of 145 ⏮ ◀ ▶ ⏭