Law3s Deka Logo

คำพิพากษาศาลฎีกา ปี พ.ศ. 2562 — หน้า 28

ระบบค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ค้นหาได้หลายรูปแบบ และใหม่ล่าสุดค้นหาด้วย Ai

ฎีกาใหม่ ฎีกาที่คนเข้าชมสูงสุด ฎีกาแนะนำโดยทีมงาน ดูฎีกาตามรายปี พ.ศ.

ผลการค้นหาตามปี "2562" (337 รายการ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2373/2562

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การนับโทษจำคุกในคดีต่างๆ แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด และผลของการพิพากษาให้ยกฟ้องในบางคดีต่อการนับโทษ
จำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 993/2558 ของศาลชั้นต้น และเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 821/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 993/2558 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 เดือน 20 วัน และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 821/2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 9 เดือน แม้คดีทั้งสองจะยังไม่ถึงที่สุดเพราะอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ฎีกา แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังต้องถูกบังคับตามผลของคำพิพากษาในคดีทั้งสองอยู่ ศาลฎีกาชอบที่จะนำโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีทั้งสองมานับต่อจากโทษจำคุกคดีนี้ได้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 821/2560 ของศาลชั้นต้น จึงไม่มีโทษจำคุกในคดีดังกล่าวที่จะนำมานับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2351/2562

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การพิพากษาคดีจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและการลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้าเรือนจำ โดยศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ ศาลชั้นต้นรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดคงรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องเช่นกัน แต่กรณีที่มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา กรณีถือว่าฎีกาของจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี เมื่อศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำซึ่งมิใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก 8 เดือน อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และความผิดฐานนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 ก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดจึงให้ยกฟ้องปล่อยจำเลยไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2562

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การฟ้องคดียาเสพติด จำเป็นต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก่อนฟ้อง หากไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
แม้ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า เดิมจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก ไม่ต้องด้วยเงื่อนไขที่พนักงานสอบสวนต้องนำตัวจำเลยไปศาลเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งตัวจำเลยไปรับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีก็มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยเฉพาะในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน แล้วโอนคดีมาให้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ ย่อมมีผลเท่ากับว่าจำเลยไม่เคยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก เมื่อความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหาดำเนินคดีคงเหลือเฉพาะความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ก่อน โดยต้องให้พนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยกลับไปเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดต่อไป การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นโดยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2340/2562

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ หนังสือรับสภาพหนี้จากการยอมรับหนี้ในการประชุมผู้ถือหุ้น มีผลผูกพันทางกฎหมาย
โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า ในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2556 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ซึ่งจำเลยเข้าร่วมประชุมได้ยอมรับต่อที่ประชุมว่า จำเลยได้ยืมเงินโจทก์จำนวน 6,100,000 บาท และจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ข้างต้นโดยถ่องแท้แล้วจะเห็นได้ว่า โจทก์มิได้กล่าวอ้างว่ารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานการประชุมเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินและจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินดังกล่าวแต่อย่างใด โดยเนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยซึ่งเข้าร่วมประชุมใหญ่ดังกล่าวได้ยอมรับต่อที่ประชุมว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมโจทก์ 6,100,000 บาท และตกลงจะชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 1 เดือน แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้อันเป็นลักษณะของการฟ้องโดยอาศัยมูลเหตุแห่งการรับสภาพหนี้ของจำเลยตามรายงานการประชุมใหญ่ดังกล่าวเป็นสำคัญ อีกทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่าจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมใหญ่ในฐานะผู้ยืม โจทก์ก็ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้กู้ยืมเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 แต่เป็นการฟ้องเรียกหนี้ที่จำเลยรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามรายงานการประชุมใหญ่ ดังนี้การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยยอมรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ และพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น มิใช่เป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์
เมื่อพิจารณาเนื้อหาตามสำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าวได้ความชัดแจ้งว่า จำเลยแถลงยอมรับต่อที่ประชุมว่าจำเลยยืมเงินโจทก์ไปจำนวนดังกล่าวจริง และจำเลยตกลงจะชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน โดยจำเลยหาได้โต้แย้งหรือกล่าวอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินสำรองจ่ายที่จำเลยนำไปใช้ในกิจการของโจทก์ไม่ ประกอบกับจำเลยลงลายมือชื่อยอมรับความถูกต้องของสำเนารายงานการประชุมใหญ่โดยไม่ได้อิดเอื้อน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์และจำเลยตกลงจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนี้เป็นลักษณะของการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ หรือเป็นการกระทำใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่าจำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ตามหลักเกณฑ์แห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) สำเนารายงานการประชุมใหญ่ดังกล่าวจึงเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ตามกฎหมาย
แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ และการประชุมใหญ่ดังกล่าวมิใช่เป็นการประชุมคณะกรรมการของโจทก์โดยเป็นการประชุมผู้ถือหุ้น จำเลยก็ได้เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้ถือหุ้น อีกทั้งการยอมรับสภาพหนี้ของจำเลยก็ดี และการลงชื่อในสำเนารายงานการประชุมใหญ่ดังกล่าวก็ดี จำเลยกระทำไปในฐานะผู้ถือหุ้นและฐานะส่วนตัวในวาระเดียวกัน จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่ทำไว้แก่โจทก์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2330/2562

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจ้าพนักงานปฏิบัติ/ละเว้นหน้าที่โดยทุจริต และเบียดบังทรัพย์ของทางราชการ ความผิดตามมาตรา 157 และ 147
โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ ได้ร่วมกันจัดทำเอกสารและกรอกข้อความลงในเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่ ร. โดยไม่ได้ตั้งฎีกาเบิกเงินงบประมาณรายจ่าย ไม่ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือและไม่ได้ขีดคร่อมเช็ค ทั้งไม่ส่งมอบเช็คแก่ ร. ผู้มีสิทธิรับเงินตามเช็ค อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วร่วมกันนำเช็คไปเรียกเก็บเงินและเบียดบังเงินนั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตอันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยทั้งสี่กระทำไปโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด มาตรา 157 การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2562

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฎีกาจำกัดสิทธิการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และการปรับบทลงโทษในคดีทุจริตต่อหน้าที่
โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 151, 157, 83 ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นบทความผิดเฉพาะแล้วย่อมไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีกศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ และรักษาทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 151 จำเลยที่ 2 คงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ดังนี้ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ซึ่งไม่เกินห้าปี จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 229/2562

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การอุทธรณ์คดีอาญา: การปฏิบัติตามขั้นตอนการขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามกฎหมายเฉพาะ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 (เดิม) ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 และมาตรา 22 ทวิ ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติตามข้อยกเว้นให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ดังกล่าวมิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 กล่าวคือ โจทก์ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่โจทก์ยื่นคำขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยระบุเพียงว่าขอศาลได้โปรดอนุญาตให้อุทธรณ์ โดยโจทก์ไม่ได้ระบุว่าจะขอให้ผู้พิพากษาคนใดเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ คำร้องของโจทก์ดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จึงถือว่าคดีไม่มีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2269/2562

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความผิดฐานพรากเด็กเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราเด็ก การกระทำความผิดต่อเด็กหญิงอายุ 7 ปี
ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 7 ปีเศษ เป็นบุตรผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับ บ. ซึ่งเป็นย่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านไปเล่นกับเด็กหญิง ส. ที่บ้านเกิดเหตุ และขณะที่เด็กหญิง ส. ไปขี่รถจักรยานเล่นข้างนอก ปล่อยให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งดูโทรทัศน์อยู่ในบ้านเกิดเหตุเพียงคนเดียว จำเลยเข้ามาในบ้านเกิดเหตุปิดประตูใส่กลอนไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้าน แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยได้รบกวนสิทธิหรือแยกผู้เสียหายที่ 1 ออกไปจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และทำให้อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นมารดา จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท: การโอนสิทธิและข้ออ้างการหักกลบลบหนี้ไม่มีผลต่อสิทธิโจทก์
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง เป็นการต่อสู้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งมีราคา 84,800 บาท แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายปีละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นค่าเสียหายในอนาคตไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ คดีตามฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง
จำเลยร่วมทั้งสองให้จำเลยปลูกบ้านเพื่ออยู่กินกับบุตรสาวของจำเลยร่วมที่ 2 ซึ่งขณะนั้นที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ต. แล้ว การที่ ร. และจำเลยร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจึงถือเป็นการครอบครองแทน ต. การเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงถือเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิ ร. และจำเลยร่วมทั้งสอง จึงถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทน ต. ด้วยเช่นกัน เมื่อ ต. โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยจึงครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้
คดีในส่วนฟ้องโจทก์มีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่เท่านั้น ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่า หากจำเลยต้องชดใช้ราคาที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินเดิมก็ขอให้นำค่าใช้จ่ายที่จำเลยได้ก่อสร้างลงบนที่ดินพิพาทและค่าราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นมาขอหักกลบลบหนี้นั้น เป็นกรณีที่ศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่าเจ้าของที่ดินเดิมกับจำเลยมีหนี้สินต่อกันที่สามารถหักกลบลบหนี้กันได้หรือไม่ เพียงใด อันเป็นมูลหนี้มาจากนิติกรรมสัญญา มิได้เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิในที่ดินพิพาท: การครอบครองโดยอาศัยสิทธิผู้อื่น และการหักกลบลบหนี้จากค่าก่อสร้าง
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไป
พร้อมส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย
และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินเสร็จสิ้น
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้ง เนื้อที่ทั้งหมด 2 งาน 89
ตารางวา ของโจทก์ โดยเปลี่ยนแปลงให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์และให้จำเลยเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน
และหรือหากทางพิจารณาศาลมีความเห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเดิมและจำเลยต้องชดใช้ราคาที่ดินให้แก่เจ้าของเดิมทั้งสามโดยหักกลบลบหนี้ต่อกัน
จำเลยได้เสียค่าใช้จ่ายโดยการแผ้วถางป่าจนโล่งเตียน ปรับปรุงถมดินปลูกสร้างบ้านพักอาศัยถาวรเสร็จแล้วเป็นเวลา
5 ปี
จำเลยลงทุนในที่ดินรวม 2,400,000 บาท
และเสียค่าบำรุงรักษาต้นไม้ ปราบวัชพืชเป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,550,000 บาท
กรณีถือว่าหลังจากที่จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ค่าราคาที่ดินได้เพิ่มจากเดิม ซึ่งเดิมที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้งเนื้อที่ 2 งาน 89
ตารางวา มีราคาตามท้องตลาดประมาณเพียง 350,000 บาท
ถึง 400,000 บาท
ขอให้นำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาพิจารณาในการหักกลบลบหนี้
ระหว่างพิจารณา
จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกร้อยตำรวจตรีสุวิทย์ และนายวีรพล เข้าเป็นโจทก์ร่วม
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกร้อยตำรวจตรีสุวิทย์ และนายวีรพลเข้าเป็นจำเลยร่วม
โดยให้เรียกร้อยตำรวจตรีสุวิทย์ว่า
จำเลยร่วมที่ 1 และเรียกนายวีรพลว่า จำเลยร่วมที่ 2
จำเลยร่วมทั้งสองให้การและให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 55645 เนื้อที่ 80
ตารางวา ที่พิพาทตามฟ้องของโจทก์ ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายปี ปีละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2558)
ไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินเสร็จสิ้น
กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และจำเลยร่วมทั้งสอง
โดยกำหนดค่าทนายความฝ่ายละ 6,000
บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค
4
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยในข้อที่ขอหักกลบลบหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้โจทก์
100 บาท คืนค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนให้จำเลย
430 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งส่วนฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยร่วมทั้งสองและนางระพี
ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้บางส่วนแก่จำเลย
โจทก์รู้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่
และค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดสูงเกินควรนั้น เห็นว่า
ฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่
55645 เนื้อที่ประมาณ
80 ตารางวา
ของโจทก์ และขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ
6,000 บาท
นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า
จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน
โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และขอให้ยกฟ้อง เป็นการต่อสู้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์เนื้อที่
80 ตารางวา
ซึ่งมีราคา 184,800
บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4
พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง
ค่าเสียหายในอนาคตส่วนนี้ไม่อาจนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ได้
คดีตามฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท
ฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การว่า
จำเลยครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 55645
เดิม ซึ่งมีเนื้อที่ 2 งาน
89 ตารางวา จำเลยจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนของที่ดินทั้งแปลง
จำเลยมีสิทธิดียิ่งกว่าโจทก์ และจำเลยฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม
ซึ่งการซื้อขายที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นการซื้อขายที่ดินทั้งแปลงเนื้อที่ 2 งาน 89 ตารางวา หาใช่เพียง 80 ตารางวา ไม่ ที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้งจึงมีเนื้อที่
2 งาน 89 ตารางวา
คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4
ในส่วนนี้ชอบแล้ว
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า
ที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้ง โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิดีกว่า จำเลยฎีกาว่า จำเลยร่วมทั้งสองและนางระพียกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อหักกลบลบหนี้ค่าจ้างว่าความ
โดยตกลงว่าหลังจากไถ่ถอนการขายฝากจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีบุคคลใดโต้แย้ง
โจทก์ทราบว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาท แต่โจทก์ก็ซื้อที่ดินพิพาทและแบ่งที่ดินพิพาทเป็นแปลงย่อย ๆ โจทก์ไม่สุจริต
โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนซื้อโจทก์ตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนกับเจ้าพนักงานที่ดินและไปดูที่ตั้งที่ดินพิพาทพบว่ามีบ้านที่ปลูกอยู่
สอบถามว่าเป็นบ้านของบุตรเขยจำเลยร่วมที่ 2 ที่เข้ามาอยู่โดยถือวิสาสะอาศัยสิทธิจำเลยร่วมที่ 2 และหากจำเลยร่วมที่ 2 จะใช้ประโยชน์เมื่อใด
จำเลยจะรื้อถอนบ้านออกไป ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า
จำเลยร่วมที่ 2
ติดต่อให้จำเลยเป็นทนายความในการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากนางรำไพ
พี่สาวร่วมบิดาเดียวกันกับนางระพี แต่จำเลยเลยร่วมทั้งสองไม่มีเงินค่าว่าจ้าง
จำเลยร่วมทั้งสองจึงตกลงยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 งาน 89 ตางรางวา
โดยคิดราคาที่ดินวันส่งมอบเป็นเงิน 400,000
บาท ให้แก่จำเลย
และสัญญาว่าหลังจากไถ่ถอนการขายฝากจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย
การชำระราคาที่ดินให้หักกลบลบหนี้ต่อกัน
ส่วนหนี้ค่าจ้างว่าความที่ค้างชำระให้ผ่อนชำระแก่จำเลยภายหน้า
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2554
นางระพีและจำเลยร่วมทั้งสองสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลย
จำเลยเข้าครอบครองโดยแผ้วถาง ถมดิน ปลูกบ้าน 1 หลัง ปลูกไม้ยืนต้นและผักสวนครัวเต็มพื้นที่ โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน
จำเลยร่วมที่ 2
และนางระพีทำหนังสือยินยอมให้จำเลยปลูกสร้างบ้านพักอาศัย
จำเลยร่วมทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปลายปี 2553 จำเลยร่วมที่ 2
ติดต่อจำเลยให้ว่าความเป็นเหตุให้จำเลยรู้จักกับนางสาวพันทิพย์ บุตรสาวของจำเลยร่วมที่
2
ขณะนั้นนางสาวพันทิพย์อายุ 17 ปี
จำเลยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับนางสาวพันทิพย์ จำเลยจึงเสนอว่าจะว่าความให้โดยไม่คิดเงินแลกกับการไม่ดำเนินคดีแก่จำเลย
หลังจากจำเลยเข้ามาอยู่ที่บ้านจำเลยร่วมที่ 2 กับนางสาวพันทิพย์
จำเลยขอแยกไปสร้างบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทตามฟ้อง
จำเลยร่วมทั้งสองแจ้งว่าที่ดินติดขายฝาก จำเลยจึงบอกว่าจะดำเนินการเอง
หลังจากสร้างบ้านจำเลยได้เลิกร้างกับนางสาวพันทิพย์ไป จำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแสดงว่าได้ที่ดินพิพาทมาจากการหักกลบลบหนี้ค่าว่าความ
หรือมีหลักฐานแสดงถึงข้อตกลงระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสองที่จะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทหลังจากไถ่ถอนการขายฝากมา
โดยจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ หลังจากส่งมอบที่ดินประมาณ 1 เดือน มีการทำสัญญาจ้างว่าความ
แต่สัญญาจ้างว่าความไม่มีบันทึกว่ามีการส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทไว้
อันผิดวิสัยของบุคคลที่ประกอบอาชีพทนายความดังเช่นจำเลยที่ย่อมต้องรู้ว่าข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน
ทั้งในคดีที่จำเลยยื่นฟ้องจำเลยร่วมทั้งสองและนางสาวนพวรรณ
ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางระพี ก็ไม่ปรากฏในทางนำสืบและข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความว่าจำเลยร่วมทั้งสองตกลงยกที่ดินให้จำเลยเพื่อหักกลบลบหนี้กับค่าจ้างว่าความ
แม้จำเลยจะมีคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารและหนังสือยินยอมให้ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินมาแสดง
แต่เอกสารดังกล่าวก็ล้วนทำขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2554
หลังจากจำเลยร่วมทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปขายฝากแล้ว
จำเลยร่วมทั้งสองย่อมไม่มีอำนาจอนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทได้
พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนจำเลยร่วมทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า
จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับบุตรสาวจำเลยร่วมที่
2
และจำเลยตกลงว่าความให้โดยไม่คิดเงินเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี
จำเลยขอปลูกบ้านชั่วคราวในที่ดินพิพาทเพื่ออยู่กับบุตรสาวจำเลยร่วมที่ 2 โดยจำเลยเองก็เบิกความยอมรับเจือสมว่า จำเลยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุตรสาวจำเลยร่วมที่
2 แต่อยู่ด้วยกันลักษณะไป ๆ มา
ๆ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า จำเลยร่วมทั้งสองให้จำเลยปลูกบ้านเพื่ออยู่กินกับบุตรสาวจำเลยร่วมที่
2
ซึ่งขณะนั้นที่ดินพิพาทได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายตะวันฉายแล้วตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2554
การที่นางระพีและจำเลยร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจึงถือว่าเป็นการครอบครองแทนนายตะวันฉาย
จำเลยร่วมทั้งสองอนุญาตให้ปลูกบ้านอยู่
การเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงย่อมถือว่าเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธินางระพีและจำเลยร่วมทั้งสอง
จำเลยจึงไม่มีสิทธิมากไปกว่าสิทธิของนางระพีและจำเลยร่วมทั้งสอง
จึงถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนนายตะวันฉายด้วยเช่นกัน เมื่อนายตะวันฉายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์
กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ดังนี้
ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลย
มีอำนาจฟ้องจำเลยให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้
ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า
ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้หักกลบลบหนี้เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์นั้น เห็นว่า
คดีในส่วนฟ้องโจทก์มีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่เท่านั้น
ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย
โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย
ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่า หากจำเลยต้องชดใช้ราคาที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินเดิมก็ขอให้นำค่าใช้จ่ายที่จำเลยได้ก่อสร้างลงบนที่ดินพิพาทและค่าราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นมาขอหักกลบลบหนี้นั้น
เป็นกรณีที่ศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่าเจ้าของที่ดินเดิมกับจำเลยต่างมีหนี้สินต่อกันที่สามารถนำมาหักกลบลบหนี้กันได้หรือไม่และเพียงใด
อันเป็นมูลหนี้มาจากนิติกรรมสัญญาซึ่งมิได้เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท
ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้หักกลบลบหนี้จึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ยกฎีกาจำเลยในส่วนฟ้องของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องของโจทก์ให้แก่จำเลย
ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
of 34 ⏮ ◀ ▶ ⏭