Law3s Deka Logo

คำพิพากษาศาลฎีกา ปี พ.ศ. 2513 — หน้า 30

ระบบค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ค้นหาได้หลายรูปแบบ และใหม่ล่าสุดค้นหาด้วย Ai

ฎีกาใหม่ ฎีกาที่คนเข้าชมสูงสุด ฎีกาแนะนำโดยทีมงาน ดูฎีกาตามรายปี พ.ศ.

ผลการค้นหาตามปี "2513" (785 รายการ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2513

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตการยกเว้นโทษ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 5: อาวุธปืนที่มีทะเบียนแล้วไม่ได้รับการยกเว้น
พระราชบัญญัติอาวุธปืน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2510 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติให้ผู้มีอาวุธปืนบางชนิด ซึ่งยังมิได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายมาขอรับอนุญาตเพื่อปฏิบัติการให้ถูกต้องตามกฎหมายภายในกำหนดเวลาโดยไม่ต้องรับโทษนั้น หมายความถึงอาวุธปืนที่ยังไม่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว เมื่อจำเลยมีอาวุธปืนมีทะเบียนของบุคคลอื่นและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงไม่มีเหตุที่จะอ้างว่า จำเลยไม่ต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2513 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตการยกเว้นโทษ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ กรณีมีอาวุธปืนของผู้อื่นและไม่ขออนุญาต
พระราชบัญญัติอาวุธปืน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2510 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติให้ผู้มีอาวุธปืนบางชนิด ซึ่งยังมิได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายมาขอรับอนุญาตเพื่อปฏิบัติการให้ถูกต้องตามกฎหมายภายในกำหนดเวลาโดยไม่ต้องรับโทษนั้น หมายความถึงอาวุธปืนที่ยังไม่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว เมื่อจำเลยมีอาวุธปืนมีทะเบียนของบุคคลอื่นและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงไม่มีเหตุที่จะอ้างว่าจำเลยไม่ต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2513 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การหลีกเลี่ยงคำพิพากษาศาลโดยการจงใจกีดขวางทางภารจำยอม ทำให้ต้องรับผิดค่าสินไหมทดแทนต่อเนื่อง
ตามคำบังคับของศาลมีใจความสำคัญว่าจำเลยจะต้องจดทะเบียนภารจำยอมที่ดินของจำเลยเพื่อให้โจทก์ใช้เป็นถนนเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ได้ตลอดไป และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนในอนาคตแก่โจทก์เดือนละ 300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายอิฐและสัมภาระออกไปจากถนนดังกล่าวนี้ ดังนี้ กองอิฐที่โจทก์ฟ้องจำเลยได้ใช้ในการก่อสร้างหมดแล้วภายใน 3 เดือนนับแต่วันฟ้องแล้วจำเลยได้สั่งอิฐมากองไว้อีก อิฐที่จำเลยสั่งมากองไว้คราวหลังนี้ แม้โจทก์มิได้ฟ้อง แต่ก็เห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำไปโดยเจตนาหลีกเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล โดยทำให้โจทก์ไม่อาจใช้ถนนเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ได้ตลอดไป ฉะนั้น ตราบใดที่จำเลยยังไม่ทำให้โจทก์ใช้ถนนได้ตลอดไปจำเลยก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์อยู่ตราบนั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2513

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจตนาหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาล: ค่าสินไหมทดแทนยังคงมีผลตราบใดที่จำเลยยังกีดขวางการใช้ทาง
ตามคำบังคับของศาลมีใจความสำคัญว่าจำเลยจะต้องจดทะเบียนภารจำยอมที่ดินของจำเลยเพื่อให้โจทก์ใช้เป็นถนนเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ได้ตลอดไป และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนในอนาคตแก่โจทก์เดือนละ 300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายอิฐและสัมภาระออกไปจากถนนดังกล่าวนี้ ดังนี้ กองอิฐที่โจทก์ฟ้องจำเลยได้ใช้ในการก่อสร้างหมดแล้วภายใน 3 เดือนนับแต่วันฟ้องแล้วจำเลยได้สั่งอิฐมากองไว้อีก อิฐที่จำเลยสั่งมากองไว้คราวหลังนี้ แม้โจทก์มิได้ฟ้อง แต่ก็เห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำไปโดยเจตนาหลีกเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล โดยทำให้โจทก์ไม่อาจใช้ถนนเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ได้ตลอดไป ฉะนั้น ตราบใดที่จำเลยยังไม่ทำให้โจทก์ใช้ถนนได้ตลอดไปจำเลยก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์อยู่ตราบนั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 365/2513 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ กรรมสิทธิ์กระบือ: การโอนกรรมสิทธิ์ต้องจดทะเบียน มิฉะนั้นเป็นโมฆะ เจ้าของอันแท้จริงเท่านั้นขอคืนของกลางได้
ผู้ร้องซื้อกระบือจากผู้ขาย แม้จะได้ชำระเงินไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การซื้อขายตกเป็นโมฆะ กระบือยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายอยู่
ผู้ที่จะเสนอคดีต่อศาลให้ศาลสั่งคืนของกลางที่ศาลสั่งริบแล้วจะต้องเป็นเจ้าของอันแท้จริง เมื่อผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของอันแท้จริงแล้วจะยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งคืนกระบือของกลางที่ศาลสั่งริบแล้วไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 365/2513

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ กรรมสิทธิ์ในสัตว์พาหนะ: การโอนกรรมสิทธิ์ต้องจดทะเบียน มิฉะนั้นการซื้อขายเป็นโมฆะ เจ้าของอันแท้จริงเท่านั้นขอคืนของกลางได้
ผู้ร้องซื้อกระบือจากผู้ขาย แม้จะได้ชำระเงินไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การซื้อขายตกเป็นโมฆะ กระบือยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายอยู่
ผู้ที่จะเสนอคดีต่อศาลให้ศาลสั่งคืนของกลางที่ศาลสั่งริบแล้ว จะต้องเป็นเจ้าของอันแท้จริง เมื่อผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของอันแท้จริงแล้วจะยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งคืนกระบือของกลางที่ศาลสั่งริบแล้วไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 35/2513 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนประกันวินาศภัยเมื่อทรัพย์สินเสียหายหมดสิ้น และสิทธิของบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์
แม้ตามกรมธรรม์ประกันภัยจะระบุไว้ว่า ในกรณีทรัพย์ที่เอาประกันภัยต้องวินาศภัย ถ้าเกิดความเห็นแตกต่างกันในจำนวนวินาศภัยหรือเสียหาย ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการขี้ขาดเสียก่อน แต่เมื่อทรัพย์ที่เอาประกันภัยถูกเพลิงไหม้เสียหายหมดสิ้น ก็หาจำต้องมีการเสนอตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดจำนวนวินาศภัยหรือเสียหายไม่
เมื่อทรัพย์ที่เอาประกันภัยถูกเพลิงไหม้และผู้รับประโยชน์มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบผู้รับประกันภัยกลับเพิกเฉย ไม่ยอมทำความตกลงหรือเสนอขอตั้งอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด ดังนี้ เท่ากับผู้รับประกันภัยปฏิเสธความรับผิดของตนโดยสิ้นเชิง ผู้รับประโยชน์ย่อมมีสิทธิฟ้องผู้รับประกันภัยได้โดยไม่จำต้องเสนอขอตั้งอนุญาโตตุลาการเสียก่อน
ในกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยทำไว้กับจำเลยผู้รับประกันภัย ระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อทรัพย์ที่เอาประกันภัยถูกเพลิงไหม้เสียหายหมดสิ้น และโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่จำเลย โดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้วว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามกรมธรรม์นั้น สิทธิของโจทก์ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ผู้เอาประกันภัยและจำเลยหาอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 35/2513

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ประกันวินาศภัย: สิทธิผู้รับประโยชน์เกิดมีขึ้นเมื่อแสดงเจตนา แม้มีข้อตกลงเสนออนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องก็ไม่เป็นอุปสรรค
แม้ตามกรมธรรม์ประกันภัยจะระบุไว้ว่า ในกรณีทรัพย์ที่เอาประกันภัยต้องวินาศภัย ถ้าเกิดความเห็นแตกต่างกันในจำนวนวินาศภัยหรือเสียหายให้ตั้งอนุญาโตตุลาการชี้ขาดเสียก่อน แต่เมื่อทรัพย์ที่เอาประกันภัยถูกเพลิงไหม้เสียหายหมดสิ้น ก็หาจำต้องมีการเสนอตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดจำนวนวินาศภัยหรือเสียหายไม่
เมื่อทรัพย์ที่เอาประกันภัยถูกเพลิงไหม้และผู้รับประโยชน์มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบผู้รับประกันภัยกลับเพิกเฉย ไม่ยอมทำความตกลงหรือเสนอขอตั้งอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด ดังนี้ เท่ากับผู้รับประกันภัยปฏิเสธความรับผิดของตนโดยสิ้นเชิง ผู้รับประโยชน์ย่อมมีสิทธิฟ้องผู้รับประกันภัยได้โดยไม่จำต้องเสนอขอตั้งอนุญาโตตุลาการเสียก่อน
ในกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยทำไว้กับจำเลยผู้รับประกันภัยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อทรัพย์ที่เอาประกันภัยถูกเพลิงไหม้เสียหายหมดสิ้น และโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่จำเลย โดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้วว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามกรมธรรม์นั้น สิทธิของโจทก์ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ผู้เอาประกันภัยและจำเลยหาอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 34/2513

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การรับฟ้องคดีอนาถาและการลดทุนทรัพย์ - ศาลรับเฉพาะส่วนที่อนุญาต ไม่ถือเป็นการทิ้งฟ้อง
โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนและสั่งอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาได้ในทุนทรัพย์ซึ่งน้อยกว่าที่โจทก์ขอมาในท้ายฟ้อง ก็เท่ากับศาลรับฟ้องของโจทก์ในจำนวนทุนทรัพย์ที่อนุญาต ส่วนทุนทรัพย์ที่เกินกว่านั้น. เมื่อศาลกำหนดให้นำค่าธรรมเนียมมาชำระใน 15 วัน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ก็น่าที่ศาลจะไม่รับฟ้องของโจทก์เฉพาะในทุนทรัพย์ที่เกินนั้นไว้พิจารณา หาใช่สั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เสียทั้งหมดไม่ ต่อมาเมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอลดทุนทรัพย์ลงเท่ากับจำนวนที่ศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา จึงไม่ใช่เรื่องโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลจึงต้องประทับฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินการพิจารณาเพียงเท่าทุนทรัพย์ที่ศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 34/2513 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การดำเนินคดีอนาถาและการจำหน่ายคดีเฉพาะส่วน หากไม่ชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ศาลต้องประทับฟ้องเฉพาะส่วนที่อนุญาต
โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนและสั่งอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาได้ในทุนทรัพย์ซึ่งน้อยกว่าที่โจทก์ขอมาในท้ายฟ้อง ก็เท่ากับศาลรับฟ้องของโจทก์ในจำนวนทุนทรัพย์ที่อนุญาต ส่วนทุนทรัพย์ที่เกินกว่านั้น เมื่อศาลกำหนดให้นำค่าธรรมเนียมมาชำระใน 15 วัน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ก็น่าที่ศาลจะไม่รับฟ้องของโจทก์เฉพาะในทุนทรัพย์ที่เกินนั้นไว้พิจารณา หาใช่สั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เสียทั้งหมดไม่ ต่อมาเมื่อปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอลดทุนทรัพย์ลงเท่ากับจำนวนที่ศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา จึงไม่ใช่เรื่องโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลจึงต้องประทับฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินการพิจารณาเพียงเท่าทุนทรัพย์ที่ศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
of 79 ⏮ ◀ ▶ ⏭