ผลการค้นหาตามปี "2499" (843 รายการ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแสดงกิริยาประกาศเป็นศัตรูไม่ถึงขั้นอาฆาตมาดร้าย และการหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานที่กระทำนอกอำนาจหน้าที่
เพียงแต่จำเลยแสดงกิริยาวาจาต่อผู้เสียหายว่า "พี่ณรงค์เรามาจับมือประกาศเป็นศัตรูกันตั้งแต่วันนี้ไปจนตลอดชีวิต" พร้อมกับยื่นมือไปขอจับด้วยดังนี้ เป็นแต่เพียงจำเลยประกาศตัวเป็นศัตรูคือเลิกความเป็นมิตร ยังเรียกไม่ได้ว่าแสดงอาฆาตมาดร้าย
ผู้เสียหายเป็นนายกเทศมนตรี,เกี่ยวกับทางหลวงผู้เสียหายคงมีหน้าที่ระวังไม่ให้รุกล้ำถนนหลวงและคูเมืองเท่านั้น เมื่อส่งคนงานไปวัดที่ดินของผู้อื่นอันเป็นเหตุให้จำเลยโกรธกล่าวคำหมิ่นประมาทดังนี้จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานไม่เพราะที่ผู้เสียหายสั่งไปนั้นเป็นการนอกอำนาจและหน้าที่.
ผู้เสียหายเป็นนายกเทศมนตรี,เกี่ยวกับทางหลวงผู้เสียหายคงมีหน้าที่ระวังไม่ให้รุกล้ำถนนหลวงและคูเมืองเท่านั้น เมื่อส่งคนงานไปวัดที่ดินของผู้อื่นอันเป็นเหตุให้จำเลยโกรธกล่าวคำหมิ่นประมาทดังนี้จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานไม่เพราะที่ผู้เสียหายสั่งไปนั้นเป็นการนอกอำนาจและหน้าที่.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องขับไล่และการยอมความ ย่อมไม่ผูกมัดสิทธิของบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยก่อนจำเลยให้การนายไสวร้องขอเข้าเป็นผู้ร้องสอดอ้างว่านายไสวเป็นผู้เช่าห้องพิพาทนายเม้งจำเลยเป็นบริวารโจทก์คัดค้านต่อมานายเม้งขอทำยอมออกจากห้องพิพาทดังนี้คดีระหว่างโจทก์กับนายเม้งยุติแล้วและที่นายไสวอ้างว่าเป็นผู้เช่าและผู้ครอบครอง นายเม้งเป็นบริวารแต่นายไสวไม่ได้อยู่ในห้องพิพาทนั้นคำพิพากษาก็บังคับนายเม้งจำเลยโดยเฉพาะเท่านั้นไม่เกี่ยวถึงนายไสวเลย จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยคำร้องสอด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องขับไล่และการทำยอมความของผู้ถูกฟ้อง ย่อมไม่ผูกมัดสิทธิของบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย,ก่อนจำเลยให้การนายไสวร้องขอเช่าเป็นผู้ร้องสอดอ้างว่านายไสวเป็นผู้เช่าห้องพิพาท นายเม้ง++บริวารโจทก์คัดค้าน ต่อมานายเม้งขอทำยอมออกจากห้องพิพาท ดังนี้คดีระหว่างโจทก์กับนายเม้งยุติแล้วและที่นายไสวอ้างว่าเป็นผู้เช่าและผู้ครอบครอง นายเม้งเป็นบริวารแต่นายไสวไม่ได้อยู่ในห้องพิพาทนั้น คำพิพากษาก็บังคับนายเม้งจำเลยโดยเฉพาะเท่านั้นไม่เกี่ยวถึงนายไสวเลย จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยคำร้องสอด.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่าที่สมบูรณ์แม้มีการขึ้นค่าเช่าโดยความยินยอมของผู้เช่า มิถือเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า
เดิมจำเลยเช่าห้องพิพาทไว้เดือนละ 60 บาทต่อมาห้องพิพาทโอนกรรมสิทธิไปยังบุคคลภายนอกจำเลยยินยอมเช่าจากบุคคลภายนอกเดือนละ 200 บาท ห้องพิพาทได้โอนต่อไปยังโจทก์ โจทก์ เรียกเก็บค่าเช่าเดิม 200 บาท ที่จำเลยยอมเสียให้จำเลยไม่ยอมชำระให้เป็นเวลากว่าปีเศษดังนี้จำเลยได้ชื่อว่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าติดต่อกันเกินกว่า2 เดือนโจทก์มีอำนาจให้จำเลยออกจากห้องพิพาทได้เพราะสัญญายอมเสียค่าเช่า 200 บาทเดิมนั้นเป็นสัญญาที่สมบูรณ์ไม่ขัดต่อ พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ 2489 มาตรา 10,11,13และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา113
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาเช่าที่ตกลงเพิ่มค่าเช่าโดยยินยอม แม้จะเกินบัญญัติ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ก็ไม่เป็นโมฆะ ผู้เช่ายินยอมถือเป็นการตกลงโดยชอบ
เดิมจำเลยเช่าห้องพิพาทไว้เดือนละ 60 บาท แต่มาห้องพิพาทโอนกรรมสิทธิไปยังบุคคลภายนอก จำเลยยินยอมเช่าจากบุคคลภายนอกเดือนละ 200 บาท ที่จำเลยยอมเสียให้ จำเลยไม่ยอมชำระให้เป็นเวลากว่าปีเศษดังนี้จำเลยได้ชื่อว่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าติดต่อกันเกินกว่า 2 เดือนโจทก์มีอำนาจให้จำเลยออกจากห้องพิพาทได้เพราะสัญญายอมเสียค่าเช่า 200 บาท - เดิมนั้น,เป็นสัญญาที่สมบูรณ์ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ 2489 ม.10,11,13 และ ป.พ.พ. ม.113.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความสุจริตของผู้ทรงเช็คและการเรียกร้องเงินตามเช็ค ผู้สั่งจ่ายต้องพิสูจน์การไม่สุจริต
บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารฮอลันดาโดยสุจริต 10,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย. ดังนี้ไม่จำต้องกล่าวว่าโจทก์ได้เช็คนั้นจากผู้ใด ก็ถือว่ากล่าวข้อความชัดแจ้งดีแล้วหาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่
เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบและสุจริตแล้ว ก็มีสิทธิโดยชอบที่จะเรียกเงินตามเช็คนั้นจากผู้สั่งจ่ายได้.
เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบและสุจริตแล้ว ก็มีสิทธิโดยชอบที่จะเรียกเงินตามเช็คนั้นจากผู้สั่งจ่ายได้.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความสุจริตของผู้ทรงเช็คและการเรียกเงินตามเช็ค ผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดชอบ
บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารฮอลันดาโดยสุจริต10,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายดังนี้ไม่จำต้องกล่าวว่าโจทก์ได้เช็คนั้นจากผู้ใดก็ถือว่ากล่าวข้อความชัดแจ้งดีแล้วหาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่
เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบและสุจริตแล้ว ก็มีสิทธิโดยชอบที่จะเรียกเงินตามเช็คนั้นจากผู้สั่งจ่ายได้
เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบและสุจริตแล้ว ก็มีสิทธิโดยชอบที่จะเรียกเงินตามเช็คนั้นจากผู้สั่งจ่ายได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การนำสืบเพื่อพิสูจน์การครอบครองปรปักษ์: จำเลยมีสิทธิพิสูจน์ว่าที่ดินอยู่ในครอบครองของบิดามารดาก่อน
โจทก์ฟ้องว่าที่วิวาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ จำเลยให้การว่าไม่รับรองว่าที่วิวาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ หากว่าอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์จำเลยก็ครอบครอง เป็นปรปักษ์มาเกิน 10 ปีแล้ว.ดังนี้จำเลยย่อมนำสืบว่าที่วิวาทอยู่ในเขตโฉนดของบิดามารดาซึ่งตกทอดมาเป็นของจำเลยได้ เพราะเกี่ยวกับประเด็นที่จำเลยต่อสู้เพื่อให้เห็นว่าจำเลยครอบครองที่วิวาทมา.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การครอบครองปรปักษ์: จำเลยมีสิทธิพิสูจน์การครอบครองที่ดินต่อเนื่องจากบิดามารดา แม้จะอยู่ในเขตโฉนดโจทก์
โจทก์ฟ้องว่าที่วิวาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ จำเลยให้การว่าไม่รับรองว่าที่วิวาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์หากว่าอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์จำเลยก็ครอบครองเป็นปรปักษ์มาเกิน 10 ปีแล้วดังนี้จำเลยย่อมนำสืบว่าที่วิวาทอยู่ในเขตโฉนดของบิดามารดาซึ่งตกทอดมาเป็นของจำเลยได้เพราะเกี่ยวกับประเด็นที่จำเลยต่อสู้เพื่อให้เห็นว่าจำเลยครอบครองที่วิวาทมา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ผลบังคับใช้คำพิพากษาเมื่อจำเลยเลิกกิจการ: สัญญาค้ำประกันสิ้นสุดก่อนการบังคับคดี
จำเลยเป็นสาขาของบริษัทจำกัดซึ่งอยู่ในต่างประเทศ ทนายของจำเลยยื่นอุทธรณ์ ในระหว่างอุทธรณ์จำเลยเลิกกิจการแต่ไม่มีผู้ใดคัดค้านให้ศาลอุทธรณ์ทราบต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษา เช่นนี้ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นใช้บังคับได้คดีหาได้ถึงที่สุดไปในวันที่จำเลยเลิกกิจการไม่