ผลการค้นหาตามปี "2500" (862 รายการ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1815/2500
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ไม้แปรรูปจากการกระทำผิดป่าไม้เป็นของต้องริบตามกฎหมาย
ไม้ที่ทำการแปรรูปเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นของต้องริบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2500 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ชิงทรัพย์โดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำผิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายอาญา ศาลฎีกายืนตามบทลงโทษเดิม
การชิงทรัพย์โดยมีอาวุธและร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปก่อนวันที่ ประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับ(1 มกราคม 2500) และศาลล่างวางบทลงโทษตามกฎหมาย ลักษณะอาญา มาตร 299 มีกำหนด 3 ปีนั้น เมื่อศาลฎีกาเห็นควรลงโทษเท่าเดิม ไม่มีเหตุที่จะใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรค 2 โดยอ้างว่าเป็นคุณแก่จำเลย.
(ประใหญ่ครั้งที่ 3)
(ประใหญ่ครั้งที่ 3)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2500
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การลงโทษชิงทรัพย์ก่อนใช้ประมวลกฎหมายอาญา: ศาลฎีกาเห็นควรคงโทษเดิมตามกฎหมายลักษณะอาญา
การชิงทรัพย์โดยมีอาวุธและร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปก่อนวันที่ประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับ(1 มกราคม 2500) และศาลล่างวางบทลงโทษ ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 299 มีกำหนด 3 ปีนั้น เมื่อศาลฎีกาเห็นควรลงโทษเท่าเดิมก็ไม่มีเหตุที่จะใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง โดยอ้างว่าเป็นคุณแก่จำเลย (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 3)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1813/2500
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การรับฟังพยานเอกสารที่ไม่มีพยานบุคคลสืบประกอบและไม่มีการรับรองความแท้จริง
คดีนี้สืบพยานโจทก์เสร็จแล้วแต่ระหว่างสืบพยานจำเลยโจทก์ยื่นคำร้องขออ้างเอกสาร บ.ท.4เพิ่มเติมเพื่อหักล้างคำพยานจำเลยที่เบิกความเกี่ยวกับความกว้างยาวของที่พิพาทเอกสาร บ.ท.4 นี้โจทก์อ้างว่าพยานจำเลยปากนี้ได้เป็นผู้ทำขึ้น และว่าพยานจำเลยปากนี้เบิกความชั้นศาลไม่ตรงกับข้อความในเอกสาร ศาลไม่ควรรับฟังคำพยานจำเลยปากนี้ ควรฟังตามพยานเอกสารที่โจทก์อ้าง เพื่อความเที่ยงธรรมศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์อ้างเพิ่มเติมพยานเอกสารดังกล่าวได้)
ดังนี้เมื่อปรากฏว่าเอกสารฉบับนี้ไม่มีพยานบุคคลสืบประกอบไม่แน่ว่าจะเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือไม่ ไม่มีเจ้าพนักงานรับรองความแท้จริง ทั้งจำเลยก็มิได้รับรองความแท้จริง และพยานจำเลยปากนี้ก็ไม่มีโอกาสให้การชี้แจงอธิบายถึงเอกสารฉบับนี้ จึงไม่มีเหตุควรรับฟังเอกสารที่โจทก์อ้างขึ้นมานี้ได้
ดังนี้เมื่อปรากฏว่าเอกสารฉบับนี้ไม่มีพยานบุคคลสืบประกอบไม่แน่ว่าจะเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือไม่ ไม่มีเจ้าพนักงานรับรองความแท้จริง ทั้งจำเลยก็มิได้รับรองความแท้จริง และพยานจำเลยปากนี้ก็ไม่มีโอกาสให้การชี้แจงอธิบายถึงเอกสารฉบับนี้ จึงไม่มีเหตุควรรับฟังเอกสารที่โจทก์อ้างขึ้นมานี้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1813/2500 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การรับฟังพยานเอกสารที่ไม่น่าเชื่อถือ: ศาลไม่รับฟังเอกสาร บ.ท.4 ที่ไม่มีผู้รับรองและพยานบุคคลยืนยันความถูกต้อง
(คดีนี้สืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว แต่ระหว่างสืบพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขออ้างเอกสาร บ.ท.4 เพิ่มเติมเพื่อหักล้างคำพยานจำเลยที่เบิกความเกี่ยวกับความกว้างยาวของที่พิพาทเอกสาร บ.ท. 4 นี้โจทก์อ้างว่าพยานจำเลยปากนี้ได้เป็นผู้ทำขึ้น และว่าพยานจำเลยปากนี้เบิกความชั้นศาลไม่ตรงกับข้อความในเอกสาร ศาลไม่ควรรับฟังคำพยานจำเลยปากนี้ ควรฟังตามพยานเอกสารที่โจทก์อ้าง เพื่อความเที่ยงธรรมศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์อ้างเพิ่มเติมพยานเอกสารดังกล่าวได้)
ดังนี้เมื่อปรากฎว่าเอกสารฉบับนี้ไม่มีพยานบุคคลสืบประกอบ ไม่แน่ว่าจะเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือไม่ ไม่มีเจ้าพนักงานรับรองความแท้จริง ทั้งจำเลยก็มิได้รับรองความแท้จริง และพยานจำเลยปากนี้ก็ไม่มีโอกาศให้การชี้แจงอธิบายถึงเอกสารฉบับนี้ จึงไม่มีเหตุควรรับฟังเอกสารที่โจทก์อ้างขึ้นมานี้ได้.
ดังนี้เมื่อปรากฎว่าเอกสารฉบับนี้ไม่มีพยานบุคคลสืบประกอบ ไม่แน่ว่าจะเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือไม่ ไม่มีเจ้าพนักงานรับรองความแท้จริง ทั้งจำเลยก็มิได้รับรองความแท้จริง และพยานจำเลยปากนี้ก็ไม่มีโอกาศให้การชี้แจงอธิบายถึงเอกสารฉบับนี้ จึงไม่มีเหตุควรรับฟังเอกสารที่โจทก์อ้างขึ้นมานี้ได้.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1812/2500 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องซ้ำและฟ้องเคลือบคลุม: สัญญาทางทนายและอำนาจจำหน่ายสิทธิ
คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยรบกวนสิทธิ ละเมิดสิทธิ ขอให้ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้องหรือขัดขวางในการที่โจทก์จะครอบครองทรัพย์ แต่คดีหลังโจทก์ฟ้องเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายตามสัญญาที่ทำกันไว้ เกี่ยวกับทรัพย์รายเดียวกันนั้น ไม่เกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้ในคดีก่อน กรณีไม่ต้องด้วย ม.144 ป.วิ.แพ่ง ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
ในคดีหลังโจทก์กล่าวฟ้องว่านางอ่าง(ซึ่งเป็นตัวความในคดีก่อน)เป็นผู้ทำสัญญากับโจทก์ โดยโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า ในคดีก่อนนายสว่างเป็นทนายแก้ต่างนางอ่างและได้ทำสัญญาแทนนางอ่าง แต่ปรากฏตามใบแต่งทนายที่นางอ่างได้แต่งให้นายสว่างเป็นทนายว่าความแทนในคดีก่อน ให้อำนาจแก่นายสว่างทนายที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาแทนในทางจำหน่ายสิทธิได้ด้วยตาม ป.วิ.แพ่ง ม. 62 เมื่อเป็นเช่นนี้นายสว่างจึงมีอำนาจทำความตกลงยอมใช้ค่าเสียหายแทนนางอ่างได้เสมือนว่า นางอ่างเป็นผู้ตกลงเอง โจทก์ไม่จำเป็นที่จะต้องบรรยายความข้อนี้ลงในฟ้องให้ยืดยาว ฟ้องเช่นนี้ไม่เคลือบคลุม.
ในคดีหลังโจทก์กล่าวฟ้องว่านางอ่าง(ซึ่งเป็นตัวความในคดีก่อน)เป็นผู้ทำสัญญากับโจทก์ โดยโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า ในคดีก่อนนายสว่างเป็นทนายแก้ต่างนางอ่างและได้ทำสัญญาแทนนางอ่าง แต่ปรากฏตามใบแต่งทนายที่นางอ่างได้แต่งให้นายสว่างเป็นทนายว่าความแทนในคดีก่อน ให้อำนาจแก่นายสว่างทนายที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาแทนในทางจำหน่ายสิทธิได้ด้วยตาม ป.วิ.แพ่ง ม. 62 เมื่อเป็นเช่นนี้นายสว่างจึงมีอำนาจทำความตกลงยอมใช้ค่าเสียหายแทนนางอ่างได้เสมือนว่า นางอ่างเป็นผู้ตกลงเอง โจทก์ไม่จำเป็นที่จะต้องบรรยายความข้อนี้ลงในฟ้องให้ยืดยาว ฟ้องเช่นนี้ไม่เคลือบคลุม.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1812/2500
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ฟ้องซ้ำและการบรรยายฟ้อง: อำนาจทนายทำสัญญาแทน, สัญญาที่แตกต่างจากละเมิด
คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยรบกวนสิทธิ ละเมิดสิทธิ ขอให้ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้องหรือขัดขวางในการที่โจทก์จะครอบครองทรัพย์ แต่คดีหลังโจทก์ฟ้องเรื่องผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายตามสัญญาที่ทำกันไว้เกี่ยวกับทรัพย์รายเดียวกันนั้น ไม่เกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้ในคดีก่อน กรณีไม่ต้องด้วย มาตรา 144 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
ในคดีหลังโจทก์กล่าวฟ้องว่านางอ่าง (ซึ่งเป็นตัวความในคดีก่อน) เป็นผู้ทำสัญญากับโจทก์ โดยโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า ในคดีก่อนนายสว่างเป็นทนายแก้ต่างนางอ่างและได้ทำสัญญาแทนนางอ่าง แต่ปรากฏตามใบแต่งทนายที่นางอ่างได้แต่งให้นายสว่างเป็นทนายว่าความแทนในคดีก่อน ให้อำนาจแก่นายสว่างทนายที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาแทนในทางจำหน่ายสิทธิได้ด้วยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 เมื่อเป็นเช่นนี้นายสว่างจึงมีอำนาจทำความตกลงยอมใช้ค่าเสียหายแทนนางอ่างได้เสมือนว่านางอ่างเป็นผู้ตกลงเอง โจทก์ไม่จำเป็นที่จะต้องบรรยายความข้อนี้ลงในฟ้องให้ยืดยาว ฟ้องเช่นนี้ไม่เคลือบคลุม
ในคดีหลังโจทก์กล่าวฟ้องว่านางอ่าง (ซึ่งเป็นตัวความในคดีก่อน) เป็นผู้ทำสัญญากับโจทก์ โดยโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า ในคดีก่อนนายสว่างเป็นทนายแก้ต่างนางอ่างและได้ทำสัญญาแทนนางอ่าง แต่ปรากฏตามใบแต่งทนายที่นางอ่างได้แต่งให้นายสว่างเป็นทนายว่าความแทนในคดีก่อน ให้อำนาจแก่นายสว่างทนายที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาแทนในทางจำหน่ายสิทธิได้ด้วยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 เมื่อเป็นเช่นนี้นายสว่างจึงมีอำนาจทำความตกลงยอมใช้ค่าเสียหายแทนนางอ่างได้เสมือนว่านางอ่างเป็นผู้ตกลงเอง โจทก์ไม่จำเป็นที่จะต้องบรรยายความข้อนี้ลงในฟ้องให้ยืดยาว ฟ้องเช่นนี้ไม่เคลือบคลุม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2500
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนด แม้ไม่ได้เพาะปลูก เพียงเข้าใช้ประโยชน์ก็ถือเป็นการครอบครองได้ หากครอบครองเกิน 10 ปี ได้กรรมสิทธิ์
โจทก์ซื้อที่ดินมีโฉนดแล้วแต่มิได้ไปทำหนังสือซื้อขายหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ได้เข้าตัดฟืนเก็บพุทรา และให้คนเช่าที่เพื่อเก็บพุทราไปขายแต่ไม่ได้เพาะปลูกสิ่งใดเพิ่มขึ้น คงทิ้งให้ที่รกรุงรังอย่างเจ้าของเดิมเคยปล่อยไว้ เช่นนี้ถือว่าโจทก์ได้เข้าครอบครองที่พิพาทตามนัยแห่งประมวลแพ่งฯ มาตรา 1382 แล้ว เมื่อครอบครองมาเกิน 10 ปีก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2500 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนด แม้เพียงตัดฟืนและเก็บผลผลิต ก็ถือเป็นการครอบครองตามกฎหมาย
โจทก์ซื้อที่ดินมีโฉนดแล้วแต่มิได้ไปทำหนังสือซื้อขายหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ได้เข้าตัดฟื้นเก็บพุดซา และให้คนเช่าที่เพื่อเก็บพุดซาไปขาย แต่ไม่ได้เพาะปลูกสิ่งใดเพิ่มขึ้น คงทิ้งให้ที่รกรุงรังอย่างเจ้าของเดิมเคยปล่อยไว้ เช่นนี้ถือว่าโจทก์ได้เข้าครอบครองที่พิพาทตามนัยแห่งประมวลแพ่งฯ มาตรา 1382 แล้ว เมื่อครอบครองมาเกิน 10 ปีก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2500 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ทนายรับเงินแทนความแล้วไม่ทำงานตามสัญญา ไม่มีสิทธิรับค่าจ้าง ต้องคืนเงินให้ตัวความ
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้รับเงินราคาที่ดินของโจทก์มาแม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าจำเลยได้รับเงินของโจทก์มานั้นเป็นเงินค่าสละสิทธิไม่ซื้อที่ดินคืน ก็ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
ทนายความรับเงินมาในฐานะแทนตัวความ มีหน้าที่ต้องมอบเงินคืนแก่ตัวความ
โจทก์ตกลงให้จำเลยซึ่งเป็นทนายซื้อที่ดินคืนในคดีที่โจทก์ฟ้องบุคคลอื่นเป็นจำเลย แล้วให้จำเลยขายที่ดินนั้นต่อไป แต่จำเลยกลับตกลงกับบุคคลอื่นนั้น โดยจำเลยสละสิทธิไม่ซื้อที่ดินคืนและรับเงินค่าสละสิทธิมา ถือว่าจำเลยมิได้ทำงานตามที่จ้าง จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง.
ทนายความรับเงินมาในฐานะแทนตัวความ มีหน้าที่ต้องมอบเงินคืนแก่ตัวความ
โจทก์ตกลงให้จำเลยซึ่งเป็นทนายซื้อที่ดินคืนในคดีที่โจทก์ฟ้องบุคคลอื่นเป็นจำเลย แล้วให้จำเลยขายที่ดินนั้นต่อไป แต่จำเลยกลับตกลงกับบุคคลอื่นนั้น โดยจำเลยสละสิทธิไม่ซื้อที่ดินคืนและรับเงินค่าสละสิทธิมา ถือว่าจำเลยมิได้ทำงานตามที่จ้าง จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง.