Law3s Deka Logo

คำพิพากษาศาลฎีกา ปี พ.ศ. 2533 — หน้า 40

ระบบค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ค้นหาได้หลายรูปแบบ และใหม่ล่าสุดค้นหาด้วย Ai

ฎีกาใหม่ ฎีกาที่คนเข้าชมสูงสุด ฎีกาแนะนำโดยทีมงาน ดูฎีกาตามรายปี พ.ศ.

ผลการค้นหาตามปี "2533" (2890 รายการ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5819/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การปรับเป็นโทษทางอาญา การพ้นโทษ และการวางโทษจำทั้งปรับในคดีพนัน
การปรับเป็นโทษอย่างหนึ่ง เมื่อศาลลงโทษปรับและมีการชำระค่าปรับครบถ้วนแล้วในวันเวลาใด ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้พ้นโทษนับแต่วันที่ชำระค่าปรับนั้นแล้ว การที่จำเลยพ้นโทษปรับฐานเล่นการพนันยังไม่ครบกำหนด 3 ปี แล้วมา กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 อีก จึงเข้าหลักเกณฑ์ต้องวางโทษทั้งจำทั้งปรับตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 14 ทวิ อนุมาตรา (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5819/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การปรับเป็นโทษทางอาญา หากชำระครบถ้วนแล้วถือว่าพ้นโทษ เมื่อกระทำผิดซ้ำใน 3 ปี ต้องวางโทษทั้งจำทั้งปรับ
การปรับเป็นโทษอย่างหนึ่ง เมื่อศาลลงโทษปรับและมีการชำระค่าปรับครบถ้วนแล้วในวันเวลาใด ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้พ้นโทษนับแต่วันที่ชำระค่าปรับนั้นแล้ว การที่จำเลยพ้นโทษปรับฐานเล่นการพนันยังไม่ครบกำหนด 3 ปี แล้วมา กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 อีก จึงเข้าหลักเกณฑ์ต้องวางโทษทั้งจำทั้งปรับตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 14 ทวิ อนุมาตรา (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5817/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกันจำกัดตามจำนวนที่ระบุในสัญญาค้ำประกัน และอายุความฟ้องร้องหนี้
พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มาตรา 9 บัญญัติว่า"ถ้าสหกรณ์เกี่ยวข้องในกิจการใดที่กฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนสำหรับการได้มา การจำหน่าย การยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ หรือการยึดหน่วงซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การจดทะเบียนเช่นว่านั้นให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม" สัญญาค้ำประกันมิได้มีกฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนจึงเป็นนิติกรรมธรรมดา แม้สหกรณ์โจทก์จะเป็นคู่สัญญาก็ไม่ได้รับการยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์หรือค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด แม้สัญญาค้ำประกันจะมิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ แต่ผู้ค้ำประกันยอมรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจริง จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันโดยไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐาน ส่วนการที่จะให้ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันเกินกว่าจำนวนเงินที่ระบุในสัญญาค้ำประกันนั้น ย่อมต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันมาเป็นพยานหลักฐานอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องร่วมรับผิดเต็มตามจำนวนที่ฟ้อง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ แล้วทำเรื่องราวขอกู้เงินฉุกเฉินจากโจทก์ในนามของสมาชิกดังกล่าวรวมหลายคราวเป็นเงิน 728,070 บาทซึ่งโจทก์หลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของสมาชิกจริงจึงอนุมัติจ่ายให้ไป คำฟ้องของโจทก์ชัดแจ้งพอเพียงแล้ว จำเลยที่ 1 จะปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ด้วยวิธีใด หลักฐานการปลอมแปลงมีหรือไม่และมีการตรวจสอบไปแล้วเพียงใดเป็นเรื่องรายละเอียด ไม่จำต้องบรรยายมา ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องเรียกเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกคืน และฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5817/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกันจำกัดตามสัญญา แม้มีการยักยอกเงิน และอายุความฟ้องคดี
พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มาตรา 9 บัญญัติว่า"ถ้าสหกรณ์เกี่ยวข้องในกิจการใดที่กฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนสำหรับการได้มา การจำหน่าย การยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ หรือการยึดหน่วงซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การจดทะเบียนเช่นว่านั้นให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม" สัญญาค้ำประกันมิได้มีกฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนจึงเป็นนิติกรรมธรรมดา แม้สหกรณ์โจทก์จะเป็นคู่สัญญาก็ไม่ได้รับการยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์หรือค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด
แม้สัญญาค้ำประกันจะมิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ แต่ผู้ค้ำประกันยอมรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจริง จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันโดยไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐาน ส่วนการที่จะให้ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันเกินกว่าจำนวนเงินที่ระบุในสัญญาค้ำประกันนั้น ย่อมต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันมาเป็นพยานหลักฐานอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องร่วมรับผิดเต็มตามจำนวนที่ฟ้อง
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ แล้วทำเรื่องราวขอกู้เงินฉุกเฉินจากโจทก์ในนามของสมาชิกดังกล่าวรวมหลายคราวเป็นเงิน 728,070 บาทซึ่งโจทก์หลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของสมาชิกจริงจึงอนุมัติจ่ายให้ไป คำฟ้องของโจทก์ชัดแจ้งพอเพียงแล้ว จำเลยที่ 1 จะปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ด้วยวิธีใด หลักฐานการปลอมแปลงมีหรือไม่และมีการตรวจสอบไปแล้วเพียงใดเป็นเรื่องรายละเอียด ไม่จำต้องบรรยายมา ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม
โจทก์ฟ้องเรียกเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกคืน และฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5815/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การปกปิดภาระหนี้สินในการซื้อขายบ้าน ไม่ถึงขั้นฉ้อโกง หากผู้ซื้อไม่ตรวจสอบสถานะทรัพย์สิน
การที่จำเลยถูกศาลพิพากษาให้ชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีแพ่งอาจถูกยึดบ้านที่จำเลยบอกขายให้แก่ผู้เสียหายได้นั้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่จำเลยควรบอกให้แจ้ง อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง ดังนี้ แม้จำเลยจะมิได้บอกความดังกล่าวแก่โจทก์ ก็หาเป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5815/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การบอกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาระหนี้สินของผู้ขายบ้านต่อผู้ซื้อ ไม่ถือเป็นองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง
การที่จำเลยถูกศาลพิพากษาให้ชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีแพ่งอาจถูกยึดบ้านที่จำเลยบอกขายให้แก่ผู้เสียหายได้นั้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่จำเลยควรบอกให้แจ้ง อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง ดังนี้ แม้จำเลยจะมิได้บอกความดังกล่าวแก่โจทก์ ก็หาเป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5812/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิผู้ยื่นคำขอประทานบัตรและการฟ้องร้องกรณีบุกรุกพื้นที่ทำเหมืองแร่
โจทก์เป็นเพียงผู้ยื่นคำขอประทานบัตรเท่านั้น ซึ่งอธิบดีมีอำนาจสั่งยกคำขอประทานบัตรเสียได้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเข้าไปกระทำการใด ๆ แก่พื้นที่และไม่มีสิทธิครอบครอง แร่ที่มีอยู่ในเขตพื้นที่ตามคำขอยังเป็นสมบัติของรัฐอยู่ ถ้ามีผู้มาขุดแร่ต้องถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหายโดยตรง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5812/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิในพื้นที่คำขอประทานบัตร: ผู้ยื่นคำขอไม่มีอำนาจฟ้องผู้บุกรุก เนื่องจากสิทธิยังไม่สมบูรณ์และแร่เป็นสมบัติของรัฐ
โจทก์เป็นเพียงผู้ยื่นคำขอประทานบัตรเท่านั้น ซึ่งอธิบดีมีอำนาจสั่งยกคำขอประทานบัตรเสียได้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเข้าไปกระทำการใด ๆ แก่พื้นที่และไม่มีสิทธิครอบครอง แร่ที่มีอยู่ในเขตพื้นที่ตามคำขอยังเป็นสมบัติของรัฐอยู่ ถ้ามีผู้มาขุดแร่ต้องถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหายโดยตรง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5811/2533 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สัญญาประนีประนอมยอมความต้องมีคู่สัญญาที่ถูกต้อง การยินยอมของคนขับรถแทนบริษัทประกันภัยไม่ถือเป็นสัญญา
บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ข้อ (3) ระบุว่าโจทก์ขอให้บริษัทประกันภัยของจำเลยที่ 2 นำรถของโจทก์ไปซ่อมแซมให้ และข้อ (4) ระบุว่า จำเลยที่ 2 โดยบริษัทประกันภัยยินยอมตามข้อตกลง แสดงว่า จำเลยที่ 2 ตกลงตามบันทึกนั้นแทนบริษัทประกันภัยหาใช่ตกลงในฐานะส่วนตัวไม่ และการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงคนขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 ยินยอมตามข้อตกลงดังกล่าวเพราะทราบว่ารถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 มีประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัย และคิดว่าบริษัทประกันภัยคงต้องชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ จึงได้ยินยอมตกลงทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวขึ้น ดังนี้ ย่อมถือไม่ได้ว่าบันทึกข้อตกลงเช่นว่านี้เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และบริษัทประกันภัยจึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะมีผลให้มูลหนี้ละเมิดตามฟ้องระงับสิ้นไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5811/2533

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ข้อตกลงซ่อมรถโดยคนขับรถบรรทุกแทนบริษัทประกันภัย ไม่ถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ข้อ (3) ระบุว่าโจทก์ขอให้บริษัทประกันภัยของจำเลยที่ 2 นำรถของโจทก์ไปซ่อมแซมให้ และข้อ (4) ระบุว่า จำเลยที่ 2 โดยบริษัทประกันภัยยินยอมตามข้อตกลง แสดงว่า จำเลยที่ 2 ตกลงตามบันทึกนั้นแทนบริษัทประกันภัยหาใช่ตกลงในฐานะส่วนตัวไม่ และการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงคนขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 ยินยอมตามข้อตกลงดังกล่าวเพราะทราบว่ารถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 มีประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัย และคิดว่าบริษัทประกันภัยคงต้องชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ จึงได้ยินยอมตกลงทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวขึ้น ดังนี้ ย่อมถือไม่ได้ว่าบันทึกข้อตกลงเช่นว่านี้เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และบริษัทประกันภัยจึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะมีผลให้มูลหนี้ละเมิดตามฟ้องระงับสิ้นไป
of 289 ⏮ ◀ ▶ ⏭