ผลการค้นหาตามปี "2503" (779 รายการ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1667/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความเพียงพอของฟ้องอาญาที่ระบุความร่วมมือของจำเลย แม้ไม่ได้กล่าวถึงชื่อจำเลยในทุกข้อหา
บรรยายฟ้อง 5 ข้อ ว่าด้วยการสมคบกันปลอมหนังสือและฉ้อโกงทรัพย์ แม้ในฟ้องข้อ 2-3-4 จะไม่ได้ระบุถึงชื่อของจำเลยที่ 3 ด้วยเลย แต่ในฟ้องข้อ 1 กับข้อ 5 ได้ระบุไว้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมสมคบในการนั้นด้วย โดยได้ร่วมมือและแบ่งแยกหน้าที่กันทำ มีการคบคิดกันมาแต่ต้น แล้วได้กระทำด้วยความร่วมมือเกี่ยวโยงกันแต่ต้นจนสำเร็จ ฟ้องดังนี้ได้แสดงรายละเอียดพอให้จำเลยที่ 3 เข้าใจข้อหาทั้งหมดนั้นได้ดีแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1657/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การยกให้ที่ดินมีโฉนดต้องจดทะเบียนตามกฎหมายจึงสมบูรณ์ การครอบครองยังไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ์
การทำหนังสือยกให้ที่ดินมีโฉนดโดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญายกให้นั้นย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
คำว่า "ทรัพย์สิน" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 523 หมายถึงเฉพาะสังหาริมทรัพย์ ทั่ว ๆ ไปเท่านั้น มิได้หมายถึงอสังหาริมทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์บางชนิดซึ่งถ้าจะซื้อขายต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรค 1 ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์บางชนิดซึ่งถ้าจะซื้อขายต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรค 1 ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ดังระบุไว้ตาม มาตรา 456 วรรค 1 แล้ว การให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะสมบูรณ์
คำสั่งของศาลชั้นต้นอันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี มิใช่เป็นการวินิจฉัยว่าฟ้องไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องแล้วในลักษณะอันแท้จริงจึงเป็นยกฟ้อง หาใช่ไม่รับฟ้องไม่
คำว่า "ทรัพย์สิน" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 523 หมายถึงเฉพาะสังหาริมทรัพย์ ทั่ว ๆ ไปเท่านั้น มิได้หมายถึงอสังหาริมทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์บางชนิดซึ่งถ้าจะซื้อขายต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรค 1 ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์บางชนิดซึ่งถ้าจะซื้อขายต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรค 1 ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ดังระบุไว้ตาม มาตรา 456 วรรค 1 แล้ว การให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะสมบูรณ์
คำสั่งของศาลชั้นต้นอันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี มิใช่เป็นการวินิจฉัยว่าฟ้องไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องแล้วในลักษณะอันแท้จริงจึงเป็นยกฟ้อง หาใช่ไม่รับฟ้องไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1657/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การยกให้ที่ดินต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย จึงจะสมบูรณ์ การฟ้องบังคับตามสัญญาที่ไม่สมบูรณ์ทำไม่ได้
การทำหนังสือยกให้ที่ดินมีโฉนดโดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญายกให้นั้นย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
คำว่า "ทรัพย์สิน" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 523 หมายถึงเฉพาะสังหาริมทรัพย์ทั่วๆไปเท่านั้น มิได้หมายถึงอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์บางชนิดซึ่งถ้าจะซื้อขายต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ดังระบุไว้ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่งแล้ว การให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะสมบูรณ์
คำสั่งของศาลชั้นต้นอันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีมิใช่เป็นการวินิจฉัยว่า ฟ้องไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องแล้ว ในลักษณะอันแท้จริงจึงเป็นการยกฟ้อง หาใช่ไม่รับฟ้องไม่
คำว่า "ทรัพย์สิน" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 523 หมายถึงเฉพาะสังหาริมทรัพย์ทั่วๆไปเท่านั้น มิได้หมายถึงอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์บางชนิดซึ่งถ้าจะซื้อขายต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ดังระบุไว้ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่งแล้ว การให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะสมบูรณ์
คำสั่งของศาลชั้นต้นอันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีมิใช่เป็นการวินิจฉัยว่า ฟ้องไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องแล้ว ในลักษณะอันแท้จริงจึงเป็นการยกฟ้อง หาใช่ไม่รับฟ้องไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1655/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การมีธนบัตรปลอมเพื่อจำหน่ายเข้าข่าย 'มีไว้เพื่อใช้' ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244
คำว่า มีไว้เพื่อใช้ ในมาตรา 244 นั้นบัญญัติไว้เพื่อให้แตกต่างกันกับ มีไว้ เฉยๆ
การที่จำเลยมีธนบัตรปลอมไว้แล้วนำออกขาย ถือว่าเป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ ตามมาตรา 244 แล้ว(นัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1654/2503)
การที่จำเลยมีธนบัตรปลอมไว้แล้วนำออกขาย ถือว่าเป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ ตามมาตรา 244 แล้ว(นัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1654/2503)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1655/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ความผิดฐานมีธนบัตรปลอมเพื่อนำออกใช้ การกระทำความผิดฐานจำหน่ายธนบัตรปลอมเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244
คำว่า มีไว้เพื่อใช้ในมาตรา 244 นั้น บัญญัติไว้เพื่อให้แตกต่างกับมีไว้เฉย ๆ
การที่จำเลยมีธนบัตรปลอมไว้แล้วนำออกขาย ถือว่า เป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ ตามมาตรา 244 แล้ว (นัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1254/2503)
การที่จำเลยมีธนบัตรปลอมไว้แล้วนำออกขาย ถือว่า เป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ ตามมาตรา 244 แล้ว (นัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1254/2503)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1654/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การใช้เอกสารปลอมหลอกลวงเพื่อการซื้อขาย ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นและประชาชน
จำเลยนำประกาศนียบัตรปลอมของกลางออกแสดงต่อสายของตำรวจดูเป็นตัวอย่างเพื่อให้ผู้ติดต่อขอซื้อเชื่อถือจะได้ตกลงซื้อ เช่นนี้ ถือได้แล้วว่าเป็นการนำเอกสารปลอมมาใช้ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและประชาชนแล้ว จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 25/2503)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1654/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การใช้เอกสารปลอมหลอกลวงเพื่อการซื้อขาย ถือเป็นความเสียหายต่อผู้อื่นและประชาชน
จำเลยนำประกาศนียบัตรปลอมของกลางออกแสดงต่อสายของตำรวจดูเป็นตัวอย่างเพื่อให้ผู้ติดต่อขอซื้อเชื่อถือจะได้ตกลงซื้อ เช่นนี้ ถือได้แล้วว่า เป็นการนำเอกสารปลอมมาใช้ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ผู้อื่นและประชาชนแล้ว จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 25/2503)
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 25/2503)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 165/2503
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
พยานหลักฐานในคดีข่มขืน จำเป็นต้องมีพยานเบิกความต่อหน้าศาล ไม่สามารถใช้เพียงคำให้การชั้นสอบสวนลงโทษได้
ในคดีหาว่าข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ไม่สามารถจะได้ตัวผู้เสียหายและมารดาผู้เสียหายมาเบิกความคงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวนที่ให้การว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายและมีพนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบกับมีคำเบิกความของผู้ใหญ่บ้านผู้รับแจ้งความจากมารดาผู้เสียหายว่าจำเลยกับพวกได้ฉุดคร่าผู้เสียหายไปดังนี้ ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวมาลงโทษจำเลยไม่ได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95(2)เพราะคำให้การชั้นสอบสวนจะรับฟังประกอบได้ ก็แต่เพียงว่าผู้เสียหายและมารดาให้การไว้ในชั้นสอบสวนเช่นนั้นจริงแต่ความจริงจะเป็นอย่างไรแน่ในชั้นศาล โจทก์จะต้องมีพยานมาเบิกความว่า จำเลยได้กระทำผิดจริง เมื่อชั้นศาลโจทก์ไม่มีพยานมาแสดงว่าจำเลยได้ข่มขืนชำเราผู้เสียหาย เช่นนี้ เพียงคำชั้นสอบสวนก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดดังฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 165/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญา: คำให้การชั้นสอบสวนที่ไม่สามารถใช้ลงโทษจำเลยได้หากไม่มีพยานเบิกความยืนยัน
ในคดีหาว่าข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ไม่สามารถจะได้ตัวผู้เสียหายและมารดาผู้เสียหายมาเบิกความ คงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวนที่ให้การว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย และมีพนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบกับมีคำเบิกความของผู้ใหญ่บ้านผู้รับแจ้งความจากมารดาผู้เสียหายว่า จำเลย กับพวกได้ฉุดคร่าผู้เสียหายไป ดังนี้ ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวมาลงโทษจำเลยไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95 (2) เพราะคำให้การชั้นสอบสวนจะรับฟังเป็นประกอบได้ ก็แต่เพียงว่าผู้เสียหายและมารดาให้การไว้ในชั้นสอบสวนเช่นนั้นจริง แต่ความจริงจะเป็นอย่างไรแน่ในชั้นศาล โจทก์จะต้องมีพยานมาเบิกความว่า จำเลยได้กระทำผิดจริง เมื่อชั้นศาลโจทก์ไม่มีพยานมาแสดงว่า จำเลยได้ข่มขืนชำเราผู้เสียหาย เช่นนี้ เพียงคำชั้นสอบสวนก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดดังฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1643/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข้อจำกัดการฎีกาในคดีอาญาและการพิจารณาความผิดร่วมของจำเลย
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 98 จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษให้จำคุก 5 ปี เป็นการเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2504)