ผลการค้นหาตามปี "2519" (1127 รายการ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2369/2519
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การแก้ฟ้องเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยก่อนส่งหมายเรียก ศาลมีอำนาจอนุญาตตามมาตรา 181 โดยไม่จำต้องแจ้งจำเลย
โจทก์ฟ้องจำเลยผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินร่วมกับส. ให้แบ่งแยกที่ดินส่วนของ ส. ให้โจทก์ และโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ชื่อจำเลยในฟ้องจากนางสาวสนธนาเป็นนางสาวสมธนา ดังนี้ เป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะฟ้องผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินร่วมกับ ส. คือจำเลยนั่นเอง โจทก์เพียงแต่จะขอแก้ชื่อที่ผิดเพี้ยนให้ตรงกับความจริงเท่านั้น และการที่โจทก์ขอแก้ฟ้องดังกล่าวก็กระทำก่อนส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องให้จำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งอนุญาตให้แก้ฟ้องได้ โดยส่งหมายเรียกสำเนาฟ้องพร้อมกับคำร้องขอแก้ฟ้องและคำสั่งศาลให้จำเลย ไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบล่วงหน้าเพื่อให้จำเลยมีโอกาสคัดค้าน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 181
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2367/2519 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบังคับคดีตามลำดับขั้นตอนที่ศาลพิพากษา การแบ่งทรัพย์สินก่อนชำระค่าเสียหาย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้กลับมาเป็นของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันคนละครึ่ง ให้แบ่งที่ดินดังกล่าวให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละเท่า ๆ กัน หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้ประมูลระหว่างกันเอง หรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถจัดการให้เป็นไปตามข้อแรกได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย หรือค่าที่ดินให้โจทก์ 150,000 บาท ดังนี้ การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับที่ศาลได้พิพากษาไว้ คือต้องแบ่งที่ดินพิพาทกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของรวมเสียก่อน ถ้าการแบ่งตกลงกันไม่ได้ก็เอาที่ดินออกขายแบ่งเงินกันตามส่วน จำเลยที่ 1 จะไม่ยอมแบ่งที่ดินให้โจทก์โดยจะเลือกใช้ค่าเสียหายแทนหาได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2367/2519
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ลำดับการบังคับคดีตามคำพิพากษา: ต้องแบ่งทรัพย์สินก่อนใช้ค่าเสียหาย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้กลับมาเป็นของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันคนละครึ่ง ให้แบ่งที่ดินดังกล่าวให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละเท่าๆกัน หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้ประมูลระหว่างกันเอง หรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถจัดการให้เป็นไปตามข้อแรกได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายหรือค่าที่ดินให้โจทก์150,000บาท ดังนี้ การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับที่ศาลได้พิพากษาไว้ คือต้องแบ่งที่ดินพิพาทกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่1 ผู้เป็นเจ้าของรวมเสียก่อน ถ้าการแบ่งตกลงกันไม่ได้ก็เอาที่ดินออกขายแบ่งเงินกันตามส่วน จำเลยที่ 1 จะไม่ยอมแบ่งที่ดินให้โจทก์โดยจะเลือกใช้ค่าเสียหายแทนหาได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366/2519
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ผลคำพิพากษาถึงที่สุด: ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องที่ดินโจทก์และชดใช้ค่าเสียหาย แม้มีการตกลงนอกศาล
เมื่อศาลพิพากษาคดีถึงที่สุด ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์และให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามคำบังคับของศาล การที่จำเลยอ้างว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาตกลงยอมให้ที่พิพาทเป็นของจำเลยนั้นเป็นการตกลงกันนอกศาล จำเลยจะยกมาเป็นเหตุให้งดการบังคับคดีเพื่อจะไม่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับของศาลไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2365/2519
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเคลื่อนย้ายสุกรขัดต่อประกาศคณะกรรมการฯ ความผิดตาม พรบ.ป้องกันการค้ากำไรเกินควร การริบของกลาง
คณะกรรมการส่วนจังหวัดป้องกันการค้ากำไรเกินควรได้ประกาศระบุให้เนื้อสุกรเป็นสิ่งที่ควบคุมและประกาศห้ามมิให้จำหน่ายเนื้อสุกรเกินกว่าราคาที่กำหนดไว้ด้วย คณะกรรมการฯ จึงมีอำนาจประกาศห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสุกรมีชีวิตเข้าหรือออกนอกเขตอำเภอได้ ประกาศของคณะกรรมการฯ ดังกล่าวจึงเป็นประกาศที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยฝ่าฝืนก็ต้องมีความผิด
สิ่งของที่จะพึงริบตามมาตรา 29 พระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควรฯ จะต้องเป็นสิ่งของที่เกี่ยวกับการกระทำผิดในการค้ากำไรโดยตรงคือเป็นสิ่งของที่เกี่ยวกับการกระทำผิดตามมาตรา 18 เมื่อการกระทำผิดของจำเลยเป็นเพียงฝ่า ประกาศของคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 17 สุกรของกลางจึงไม่ใช่เป็นของอันจะพึงริบ
สิ่งของที่จะพึงริบตามมาตรา 29 พระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควรฯ จะต้องเป็นสิ่งของที่เกี่ยวกับการกระทำผิดในการค้ากำไรโดยตรงคือเป็นสิ่งของที่เกี่ยวกับการกระทำผิดตามมาตรา 18 เมื่อการกระทำผิดของจำเลยเป็นเพียงฝ่า ประกาศของคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 17 สุกรของกลางจึงไม่ใช่เป็นของอันจะพึงริบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2358/2519 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อายุความฟ้องเพิกถอนการขายฝาก: ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับจากวันที่รู้เหตุฉ้อฉล
การฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินซึ่งอ้างว่าได้กระทำขึ้นโดยไม่สุจริตและฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น จะต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2358/2519
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อายุความฟ้องเพิกถอนการขายฝาก: นับจากวันที่รู้เรื่องฉ้อฉลหรือทุจริต
การฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินซึ่งอ้างว่าได้กระทำขึ้นโดยไม่สุจริตและฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น จะต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2353/2519
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
หน้าที่นำสืบตกแก่คู่ความที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่เพื่อสนับสนุนคำให้การ หากไม่นำสืบ ย่อมแพ้คดี
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดิน อ้างว่าจำเลยอาศัย จำเลยให้การยอมรับว่าจำเลยอยู่ในบ้านและที่ดินของโจทก์ แต่อ้างว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ได้ เพราะโจทก์จำเลยเป็นหุ้นส่วนกันในการผลิตไม้ปาเก้ออกจำหน่ายเพื่อแบ่งผลกำไร และขณะนี้ห้างหุ้นส่วนยังไม่เลิกกัน ดังนี้จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยว่าตนมีสิทธิอยู่ในบ้านและที่ดินของโจทก์ได้ซึ่งถ้าเป็นจริงดังจำเลยต่อสู้ จำเลยก็ชนะคดี หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนี้จึงตกแก่จำเลย เมื่อคู่ความท้ากันว่าหน้าที่นำสืบตกฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นแพ้คดี โดยคู่ความไม่สืบพยาน จำเลยก็ต้องแพ้คดีตามคำท้า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 235/2519
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องผู้รับประกันภัยโดยไม่ฟ้องผู้เอาประกันภัยไม่ทำให้ความรับผิดของผู้รับประกันภัยสิ้นสุด
ผู้เสียหายฟ้องผู้รับประกันภัยค้ำจุนโดยไม่เรียกผู้เอาประกันภัยเข้ามาในคดีด้วย ไม่ทำให้ผู้รับประกันภัยสิ้นความรับผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2349/2519 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สัญญาประนีประนอมยอมความ: สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจำนอง - ไม่มีข้อตกลงให้จำเลยรับผิด
โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยตกลงเช่าซื้อทรัพย์สินของโจทก์ที่โจทก์จำนองไว้ต่อธนาคาร ถ้าจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระเงินให้โจทก์ โจทก์มีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญาได้ ดังนี้ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีกล่าวถึงเรื่องไถ่ถอนจำนอง ก็ไม่มีข้อตกลงให้จำเลยรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยของหนี้จำนองแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยหนี้จำนองทรัพย์สินที่จำเลยเช่าซื้อจากโจทก์และโจทก์ต้องเสียให้ธนาคารในระหว่างจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ