ผลการค้นหาตามปี "2499" (843 รายการ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1754/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สถานะผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่ลูกจ้างรัฐ การสมัครรับเลือกตั้งส.ส.จ.ไม่ผิด
ผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่ลูกจ้างหรือคนงานของรัฐบาลตามความหมายของพระราชบัญญัติการเลือกตั้งของสมาชิกสภาจังหวัด
ผู้ใหญ่บ้านที่สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 มาตรา 21,64 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2498 มาตรา 9
ผู้ใหญ่บ้านที่สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 มาตรา 21,64 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2498 มาตรา 9
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1754/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
สถานะผู้ใหญ่บ้านและการมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด
ผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่ลูกจ้างหรือคนงานของรัฐบาลตามความหมายของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งของสมาชิกจังหวัด
ผู้ใหญ่บ้านที่สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 ม.21,64 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2498 ม.9
ผู้ใหญ่บ้านที่สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 ม.21,64 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2498 ม.9
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การขนข้าวไปกองริมตลิ่งยังไม่ถึงขั้นพยายามนำออกนอกราชอาณาจักร ต้องมีเจตนาและกระทำไปในทางที่จะออกนอกราชอาณาจักร
จำเลยขนข้าวไปกองไว้ที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขง 8 กระสอบมีข้าวอยู่กระสอบละครึ่งและมีเชือกหนึ่งเส้นยาวประมาณ 4 วากองอยู่บนกระสอบริมตลิ่ง จำเลยว่าข้าวนี้เป็นของจำเลยจะนำขนไปที่บ้าน เช่นนี้ถือว่ารูปคดียังห่างไกลกับความผิดสำเร็จในฐานนำข้าวออกนอกราชอาณาจักรเพราะยังเชื่อหรือสันนิษฐานไม่ได้แน่ว่าจำเลยจะนำลงเรือพาออกนอกพระราชอาณาจักร แม้หากจะมีเจตนาอยู่ก่อนแล้วว่าจะนำข้าวออกนอกพระราชอาณาจักรจำเลยก็อาจยับยั้งไม่กระทำดังที่ตั้งใจไว้นั้นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นแต่เพียงอยู่ในขั้นตระเตรียมการและยังไม่เข้าขั้นพยายามนำข้าวออกนอกราชอาณาจักร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การขนข้าวไปกองริมตลิ่งยังไม่ถือเป็นความผิดฐานนำข้าวออกนอกราชอาณาจักร ต้องพิสูจน์เจตนาและลงมือกระทำจริง
จำเลยขนข้าวไปกองไว้ที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขง 8 กระสอบมีข้าวอยู่กระสอบละครึ่งและมีเชือกหนึ่งเส้นยาว ประมาณ 4 วากองอยู่บนกระสอบริมตลิ่ง จำเลยว่าข้าวนี้เป็นของจำเลยจะนำขนไปที่บ้านเช่นนี้ถือว่ารูปคดียังห่างไกลกับความผิดสำเร็จในฐานนำข้าวออกนอกราชอาณาจักร เพราะยังเชื่อหรือสันนิษฐานไม่ได้ว่าแน่ว่าจำเลยจะนำลงเรือพาออกนอกพระราชอาณาจักร แม้หากจะมีเจตนาอยู่ก่อนแล้วว่าจะนำข้าวออกนอกพระราชอาณาจักรจำเลยก็อาจยังยั้งไม่กระทำดังที่ตั้งใจไว้นั้นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นแต่เพียงอยู่ในชั้นตระเตรียมการและยังไม่เข้าคั่นพยายามนำข้าวออกนอกราชอาณาจักร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1749/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเพิ่มโทษทางอาญา: หลักฐานความผิดเดิมต้องชัดเจนและสอดคล้องกับคำรับของจำเลย
เกี่ยวกับฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น อัยการโจทก์บรรยายว่า " ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องโทษทำร้ายร่างกาย ถูกศาลจังหวัดชุมพรพิพากษาจำคุก 10 วันปรับ 25 บาทตามคดีหมายเลขแดงที่ 347/2495 จำเลยพ้นโทษยังไม่ครบ 5 ปี กลับมากระทำผิดในคดีนี้อีก หาเข็ดหลาบไม่ ขอให้ศาลเพิ่มโทษตาม มาตรา 72 อีกโสดหนึ่งด้วย"
ศาลสอบจำเลยจำเลยรับว่าเคยต้องโทษตามฟ้องโจทก์เป็นความจริง
และจำเลยเบิกความตามคำซักค้านของโจทก์ว่า " ข้าพเจ้าจำเลยเคยต้องโทษของศาลฐานทำร้ายร่างกายนายเปรื่องมีบาดเจ็บ "
ดังนี้ข้อเพิ่มโทษตามที่บรรยายในฟ้องของโจทก์โจทก์ระบุเพียงว่าจำเลยเคยต้องโทษฐานทำร้ายร่างกาย ซึ่ง กฎหมายอาญาระบุไว้ในส่วนที่ 7 หมวดที่ 2 ซึ่งกินความถึงความผิดฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บโดยเจตนา บาดเจ็บสาหัสโดยเจตนาบาดเจ็บโดยเจตนาและประมาทก็มี ระบุเป็นหัวข้อเรื่องลหุโทษตาม มาตรา338 ก็มีจึงไม่แน่ว่าตามที่โจทก์บรรยายมานั้นอยู่ในความผิดส่วนไหน เพราะอัตราโทษครั้งก่อนที่จำเลยรับโทษจำคุก 10 วันปรับ 25 บาทนั้นก็เบามีลักษณะเป็นได้ทั้งเจตนา ประมาทและลหุโทษ
จึงอาศัยแต่เพียงคำรับของจำเลยดังกล่าวมาเพิ่มโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้ ข้อเพิ่มโทษจึงต้องยกเสีย
อ้างฎีกาที่ 366/2499
ศาลสอบจำเลยจำเลยรับว่าเคยต้องโทษตามฟ้องโจทก์เป็นความจริง
และจำเลยเบิกความตามคำซักค้านของโจทก์ว่า " ข้าพเจ้าจำเลยเคยต้องโทษของศาลฐานทำร้ายร่างกายนายเปรื่องมีบาดเจ็บ "
ดังนี้ข้อเพิ่มโทษตามที่บรรยายในฟ้องของโจทก์โจทก์ระบุเพียงว่าจำเลยเคยต้องโทษฐานทำร้ายร่างกาย ซึ่ง กฎหมายอาญาระบุไว้ในส่วนที่ 7 หมวดที่ 2 ซึ่งกินความถึงความผิดฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บโดยเจตนา บาดเจ็บสาหัสโดยเจตนาบาดเจ็บโดยเจตนาและประมาทก็มี ระบุเป็นหัวข้อเรื่องลหุโทษตาม มาตรา338 ก็มีจึงไม่แน่ว่าตามที่โจทก์บรรยายมานั้นอยู่ในความผิดส่วนไหน เพราะอัตราโทษครั้งก่อนที่จำเลยรับโทษจำคุก 10 วันปรับ 25 บาทนั้นก็เบามีลักษณะเป็นได้ทั้งเจตนา ประมาทและลหุโทษ
จึงอาศัยแต่เพียงคำรับของจำเลยดังกล่าวมาเพิ่มโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้ ข้อเพิ่มโทษจึงต้องยกเสีย
อ้างฎีกาที่ 366/2499
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1749/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเพิ่มโทษอาญา: หลักการพิจารณาโทษอาญาซ้ำจากประวัติโทษเดิมต้องชัดเจนและมีหลักฐานสนับสนุน
เกี่ยวกับฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้นอัยการโจทก์บรรยายว่า " ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องโทษทำร้ายร่างกาย ถูกศาลจังหวัดชุมพรพิพากษาจำคุก 10 วัน ปรับ 25 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 347/2495 จำเลยพ้นโทษยังไม่ครบ 5 ปี กลับมากระทำผิดในคดีนี้อีก หาเข็ดหลาบไม่ขอให้ศาลเพิ่มโทษตาม ม.72 อีกโสดหนึ่งด้วย
ศาลสอบจำเลย ๆ รับว่าเคยต้องโทษตามฟ้องโจทก์เป็นความจริง
และจำเลยเบิกความตามคำซักค้านของโจทก์ว่า "ข้าพเจ้าจำเลยเคยต้องโทษของศาลฐานทำร้ายร่างกายนายเปรื่องมีบาดเจ็บ"
ดังนี้ข้อเพิ่มโทษ ตามที่บรรยายในฟ้องของโจทก์ ๆ ระบุเพียงว่าจำเลยเคยต้องโทษฐานทำร้ายร่างกาย ซึ่ง ก.ม.อาญา ระบุไว้ในส่วนที่ 7 หมวดที่ 2 ซึ่งกินความถึงความผิดฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บ โดยเจตนา บาดเจ็บสาหัสโดยเจตนา บาดเจ็บโดยเจตนาและประมาทก็มี ระบุเป็นหัวข้อเรื่องละหุโทษตาม ม.338 ก็มีจึงไม่แน่ว่าตามที่โจทก์บรรยายมานั้นอยู่ในความผิดส่วนไหน เพราะอัตราโทษครั้งก่อนที่จำเลยรับโทษจำคุก 17 วันปรับ 25 บาท นั้นก็เบามีลักษณะเป็นได้ทั้งเจตนา ประมาท และลหุโทษ
จึงอาศัยแต่เพียงคำรับของจำเลยดังกล่าวมาเพิ่มโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้ ข้อเพิ่มโทษจึงต้องยกเสีย
อ้างฎีกาที่ 366/2499
ศาลสอบจำเลย ๆ รับว่าเคยต้องโทษตามฟ้องโจทก์เป็นความจริง
และจำเลยเบิกความตามคำซักค้านของโจทก์ว่า "ข้าพเจ้าจำเลยเคยต้องโทษของศาลฐานทำร้ายร่างกายนายเปรื่องมีบาดเจ็บ"
ดังนี้ข้อเพิ่มโทษ ตามที่บรรยายในฟ้องของโจทก์ ๆ ระบุเพียงว่าจำเลยเคยต้องโทษฐานทำร้ายร่างกาย ซึ่ง ก.ม.อาญา ระบุไว้ในส่วนที่ 7 หมวดที่ 2 ซึ่งกินความถึงความผิดฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บ โดยเจตนา บาดเจ็บสาหัสโดยเจตนา บาดเจ็บโดยเจตนาและประมาทก็มี ระบุเป็นหัวข้อเรื่องละหุโทษตาม ม.338 ก็มีจึงไม่แน่ว่าตามที่โจทก์บรรยายมานั้นอยู่ในความผิดส่วนไหน เพราะอัตราโทษครั้งก่อนที่จำเลยรับโทษจำคุก 17 วันปรับ 25 บาท นั้นก็เบามีลักษณะเป็นได้ทั้งเจตนา ประมาท และลหุโทษ
จึงอาศัยแต่เพียงคำรับของจำเลยดังกล่าวมาเพิ่มโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้ ข้อเพิ่มโทษจึงต้องยกเสีย
อ้างฎีกาที่ 366/2499
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1744/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การกำหนดราคาสินค้าที่ตายแล้วในคดีอาญา: ราคาไม่แน่นอนต้องฟ้องแยกต่างหาก
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักโคเป็นและขอให้ใช้ราคาได้ความว่าจำเลยลักโคที่ตายแล้ว ราคาโคจึงยังไม่แน่นอน ศาลย่อมให้เจ้าทรัพย์ไปฟ้อง เรียกราคาโคตายเป็นคดีขึ้นใหม่ต่างหากจากคดีอาญา ที่ได้พิจารณาพิพากษาแล้วได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1744/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเรียกร้องค่าเสียหายจากลักทรัพย์ (โค) ที่ยังไม่มีราคาแน่นอน
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักโคเป็นและขอให้ใช้ราคา ได้ความว่าจำเลยลักโคที่ตายแล้ว ราคาโคจึงยังไม่แน่นอน ศาลย่อมให้เจ้าทรัพย์ไปฟ้องเรียกราคาโคตายเป็นคดีขึ้นใหม่ต่างหากจากคดีอาญา ที่ได้พิจารณาพิพากษาแล้วได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1743/2499 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเพิ่มเติมฟ้องและการรับสารภาพ: ศาลอนุญาตได้หากจำเลยมีสิทธิถอนคำรับสารภาพภายหลัง
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานลักทรัพย์หรือมิฉนั้นก็ฐานรับของโจรแต่ไมได้ระบุ ก.ม. อาญา ม.321 ลง
ในคำขอให้ลงโทษท้ายฟ้อง จำเลยรับสารภาพฐานรับของโจร โจทก์จึงขอเพิ่มเติม ม.321 ลงในท้ายคำขอให้ลงโทษ เช่นนี้ศาลอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมได้
ในคำขอให้ลงโทษท้ายฟ้อง จำเลยรับสารภาพฐานรับของโจร โจทก์จึงขอเพิ่มเติม ม.321 ลงในท้ายคำขอให้ลงโทษ เช่นนี้ศาลอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1743/2499
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การเพิ่มเติมฟ้องอาญาและการรับสารภาพ: ศาลอนุญาตเพิ่มเติมฟ้องได้หากจำเลยมีสิทธิถอนคำรับสารภาพ
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานลักทรัพย์หรือมิฉะนั้นก็ฐานรับของโจรแต่ไม่ได้ระบุกฎหมายอาญา มาตรา 321ลงในคำขอให้ลงโทษท้ายฟ้อง จำเลยรับสารภาพฐานรับของโจร โจทก์จึงขอเพิ่มเติม มาตรา 321 ลงในท้ายคำขอให้ลงโทษเช่นนี้ศาลอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมได้