Law3s Deka Logo

คำพิพากษาศาลฎีกา ปี พ.ศ. 2500 — หน้า 58

ระบบค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ค้นหาได้หลายรูปแบบ และใหม่ล่าสุดค้นหาด้วย Ai

ฎีกาใหม่ ฎีกาที่คนเข้าชมสูงสุด ฎีกาแนะนำโดยทีมงาน ดูฎีกาตามรายปี พ.ศ.

ผลการค้นหาตามปี "2500" (862 รายการ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1548/2500 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การบอกเลิกสัญญาเช่าและการฟ้องขับไล่: ผลของการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาและข้อกำหนดของกฎหมาย
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าโดยจำเลยเอาที่ดินบางส่วนให้บุคคลอื่นครอบครอง เพราะสัญญาห้ามมิให้นำเอาที่ดินไปให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าอยู่แทนโดยเด็ดขาด แต่โจทก์แถลงรับในรายงานพิจารณาว่าหาได้ให้คำเตือนอย่างหนึ่งอย่างใดก่อนบอกเลิกสัญญาเช่าตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ พ.ศ. 2489 มาตรา 16 (2) ไม่ ดังนี้โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิ์ฟ้องขับไล่.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2500

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ พินัยกรรมที่สมบูรณ์: รายการต่อท้ายพินัยกรรมที่ลงชื่อต่อเนื่องกัน ถือเป็นส่วนหนึ่งของพินัยกรรม
รายการต่อท้ายตัวพินัยกรรมซึ่งผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงชื่อไว้ และรายการต่อท้ายนั้นเขียนต่อท้ายไว้หลังลายมือชื่อที่ผู้ทำพินัยกรรมและพยานเซ็นไว้ และไม่มีชื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานเซ็นกำกับรายการอีกทีหนึ่ง ก็นับว่าใช้ได้เพราะมันติดต่อเนื่องกับตัวพินัยกรรมแท้ สืบเนื่องเป็นฉบับเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2500 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ พินัยกรรมต่อท้าย: รายการต่อเนื่องใช้ได้ แม้ไม่มีลายมือชื่อกำกับ
รายการต่อท้ายตัวพินัยกรรมซึ่งผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงชื่อไว้ และรายการต่อท้ายนั้นเขียนต่อท้ายไว้หลังลายมือชื่อที่ผู้ทำพินัยกรรมและพยานที่เซ็นไว้ และไม่มีชื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยายเซ็นกำกับรายการอีกทีหนึ่งก็นับว่าใช้ได้เพราะมันติดต่อเนื่องกับตัวพินัยกรรมแท้ สืบเนื่องเป็นฉบับเดียวกัน.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1545/2500

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฎีกาไม่รับเนื่องจากคดีทุนทรัพย์น้อยกว่า 5,000 บาท และศาลอุทธรณ์ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
คดีโจทก์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 5,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และโจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2499 ดังนี้ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามความในมาตรา 25 แห่ง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2499 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2499 เป็นต้นไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1545/2500 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ฎีกาไม่รับเนื่องจากคดีทุนทรัพย์น้อยกว่า 5,000 บาท และมีข้อจำกัดตามกฎหมายใหม่
คดีโจทก์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 5,000 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และโจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2499 ดังนี้ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามความในมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.แพ่ง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2499 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2499 เป็นต้นไป.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1544/2500 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจตนาทำสัญญาค้ำประกันยังไม่สมบูรณ์ สัญญาค้ำประกันจึงไม่เกิดขึ้น
จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน เพื่อให้มั่นคงยิ่งขึ้นโจทก์ให้จำเลยที่ 3 ค้ำประกันหนี้รายนี้ด้วย โดยโจทก์จำเลยที่ 3 มุ่งเอาสัญญาขายฝากบ้านเรือนของจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาค้ำประกันหนี้รายนี้ จำเลยที่ 3 จึงทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จะไปทำสัญญาขายฝากอีกทีหนึ่ง และได้มอบหนังสือมอบอำนาจนี้กับเอกสารสำหรับบ้านเรือนของจำเลยที่ 3 ที่จะขายฝากไว้กับโจทก์ เพียงเท่านี้หาใช่สัญญาค้ำประกันที่จะบังคับจำเลยที่ 3 ตามที่โจทก์ฎีกาได้ไม่.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1544/2500

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจตนาทำสัญญาค้ำประกันยังไม่สมบูรณ์ การมอบอำนาจและเอกสารยังไม่ถือเป็นสัญญาค้ำประกัน
จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน เพื่อให้มั่นคงยิ่งขึ้นโจทก์ให้จำเลยที่ 3 ค้ำประกันหนี้รายนี้ด้วย โดยโจทก์จำเลยที่ 3 มุ่งเอาสัญญาขายฝากบ้านเรือนของจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาค้ำประกันหนี้รายนี้ จำเลยที่ 3 จึงทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จะไปทำสัญญาขายฝากอีกทีหนึ่ง และได้มอบหนังสือมอบอำนาจนี้กับเอกสารสำหรับบ้านเรือนของจำเลยที่ 3 ที่จะขายฝากไว้กับโจทก์ เพียงเท่านี้หาใช่สัญญาค้ำประกันที่จะบังคับจำเลยที่ 3 ตามที่โจทก์ฎีกาได้ไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2500

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การโอนสิทธิในที่ดินโดยไม่สุจริต ผู้รับโอนเสียสิทธิเรียกร้องแม้มีการจดทะเบียน หากผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์จากการครอบครองเกิน 10 ปี
โจทก์ซื้อที่พิพาทจากนายทองสุขและได้จัดการโอนโฉนดจดทะเบียนการโอนกันถูกต้อง แต่ที่พิพาทนี้จำเลยปกครองมาเกิน 10 ปีโดยเจตนาเป็นเจ้าของ เวลาซื้อนายทองสุขบอกโจทก์ว่าจำเลยเช่าแต่โจทก์ไม่ถามจำเลย เมื่อฟังว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทมาเกิน 10 ปีโดยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง แต่จะยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้ก็ต่อเมื่อได้ไปจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ต่อเจ้าพนักงาน
แต่ในคดีนี้ศาลฟังว่าโจทก์ได้รับโอนที่พิพาทจากนายทองสุขไปโดยเสียค่าตอบแทน แต่ไม่สุจริตจึงใช้ยันจำเลยไม่ได้
ศาลอาจฟังพยานทั้งสองฝ่ายรวมกันไป แล้วชี้ว่าได้กระทำโดยสุจริตหรือทำโดยไม่สุจริต ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2500 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองและการซื้อที่ดินโดยไม่สุจริต ผู้รับโอนต้องตรวจสอบสิทธิของผู้ครอบครองก่อน
โจทก์ซื้อที่พิพาทจากนายทองสุขและได้จัดการโอนโฉนดจดทะเบียนการโอนกันถูกต้อง แต่ที่พิพาทนี้จำเลยปกครองมาเกิน 10 ปีโดยเจตนาเป็นเจ้าของ เวลาซื้อนายทองสุขบอกโจทก์ว่าจำเลยเช่าแต่โจทก์ไม่ถามจำเลย เมื่อฟังว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทมาเกิน 10 ปี โดยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง แต่จะยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้ก็ต่อเมื่อได้ไปจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ต่อเจ้าพนักงาน
แต่ในคดีนี้ศาลฟังว่าโจทก์ได้รับโอนที่พิพาทจากนายทองสุขไปโดยเสียค่าตอบแทน แต่ไม่สุจริตจึงใช้ยันจำเลยไม่ได้
ศาลอาจฟังพยานทั้งสองฝ่ายรวมกันไป แล้วชี้ว่า ได้กระทำโดยสุจริตหรือทำโดยไม่สุจริตได้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1541/2500

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การฟ้องคดีซ้ำเกี่ยวกับการแบ่งมรดก ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นสำคัญ โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีใหม่ได้
เกี่ยวกับที่ดินแปลงเดียวกันทุกคดี
คดีแรกถึงที่สุดเพียงศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้แบ่งที่ดินเฉพาะส่วนที่โจทก์จะได้รับตามพินัยกรรม ข้อ 1. เพราะโจทก์ขอรับเพียงส่วนตามพินัยกรรมเท่านั้น
คดีที่ 2. ถึงที่สุดชั้นศาลอุทธรณ์ โดยให้ยกคำชี้ขาดของศาลชั้นต้นที่ชี้ขาดไว้ว่าโจทก์จำเลยปกครองที่พิพาทร่วมกัน
โจทก์จึงมาฟ้องขอแบ่งที่ดินซึ่งเป็นกองกลางตามพินัยกรรม ข้อ 3. เช่นนี้ การฟ้องคดีใหม่นี้ ไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีแรกและคดีที่ 2.
of 87 ⏮ ◀ ▶ ⏭