Law3s Deka Logo

คำพิพากษาศาลฎีกา ปี พ.ศ. 2514 — หน้า 66

ระบบค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ค้นหาได้หลายรูปแบบ และใหม่ล่าสุดค้นหาด้วย Ai

ฎีกาใหม่ ฎีกาที่คนเข้าชมสูงสุด ฎีกาแนะนำโดยทีมงาน ดูฎีกาตามรายปี พ.ศ.

ผลการค้นหาตามปี "2514" (815 รายการ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1362/2514

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การหมิ่นประมาทเจ้าพนักงาน: พิสูจน์ความจริงเพื่อยกเว้นความผิดได้ หากเป็นการติชมเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ข้อความที่จำเลยโฆษณาว่า "จ่าสิบตำรวจอารมย์ ประทุมศรีหัวหน้าตำรวจจราจรและพลตำรวจพิชัย จิตรหาญ ฟังทางนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของท่านจงอย่าเห็นแก่เล็กแก่น้อย ฯลฯ " นั้นไม่ใช่เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว เพราะผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการจราจร การที่ผู้เสียหายเรียกหรือรับสินบนจากผู้กระทำผิดจราจรนั้น ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบถ้าเป็นความจริงดังที่จำเลยโฆษณา ก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชน จำเลยจึงขอพิสูจน์ความจริงได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1361/2514

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ เจตนาฆ่าแต่ผลไม่บรรลุ: ปรับบทตามมาตรา 81 เหตุอาวุธปืนไม่ร้ายแรงพอ
จำเลยยิงผู้เสียหายด้วยปืนพกสั้น 1 นัดในระยะ 3 วา กระสุนถูกที่บริเวณตะโพกขวาเป็นบาดแผล 2 แห่ง ลักษณะเป็นแผลตื้นแค่ผิวหนังแผลที่ 1 เป็นแผลกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 เซนติเมตร มีลักษณะบวมรอบ ๆ แผลที่ 2 เป็นวงกลมรี เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร รักษาประมาณ 10 วันหาย ปืนของกลางยึดมาไม่ได้คงได้หลักฐานเพียงว่าปืนที่ใช้ยิงเป็นปืนพกสั้น ลักษณะบาดแผลปรากฏว่ากระสุนแล่นเข้าตรง ๆ แต่ไม่ทะลุเข้าไปถึงในเนื้อ มีแต่ลักษณะช้ำบวมที่ผิวหนัง ซึ่งหากเป็นปืนที่สามารถทำให้ผู้ถูกยิงถึงตายแล้ว ระยะที่ยิงห่างกันเพียง 3 วา กระสุนก็น่าจะทะลุเข้าถึงในเนื้อโดยมิต้องสงสัย กรณีเช่นนี้ต้องถือเป็นการกระทำที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยที่ใช้ในการกระทำผิด จำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าจึงคงมีความผิดตามมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 81

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1361/2514 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความผิดพยายามฆ่า ปืนที่ใช้ยิงไม่ร้ายแรง บาดแผลไม่ทะลุเข้าเนื้อ ปรับเป็นมาตรา 81
จำเลยยิงผู้เสียหายด้วยปืนพกสั้น 1 นัดในระยะ 3 วา กระสุนถูกที่บริเวณตะโพกขวาเป็นบาดแผล 2 แห่ง ลักษณะเป็นแผลตื้นแค่ผิวหนังแผลที่ 1 เป็นแผลกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 เซนติเมตร มีลักษณะบวมรอบ ๆ แผลที่ 2 เป็นวงกลมรี เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร รักษาประมาณ 10 วันหาย ปืนของกลางยึดมาไม่ได้คงได้หลักฐานเพียงว่าปืนที่ใช้ยิงเป็นปืนพกสั้น ลักษณะบาดแผลปรากฏว่ากระสุนแล่นเข้าตรง ๆ แต่ไม่ทะลุเข้าไปถึงในเนื้อมีแต่ลักษณะช้ำบวมที่ผิวหนัง ซึ่งหากเป็นปืนที่สามารถทำให้ผู้ถูกยิงถึงตายแล้ว ระยะที่ยิงห่างกันเพียง 3 วา กระสุนก็น่าจะทะลุเข้าถึงในเนื้อโดยมิต้องสงสัย กรณีเช่นนี้ต้องถือเป็นการกระทำที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยที่ใช้ในการกระทำผิด จำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าจึงคงมีความผิดตามมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 81

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1355/2514 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเพิ่มเติมชื่อจำเลยในฟ้อง: ศาลอนุญาตได้หากไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ
ในระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องว่าฟ้องโจทก์หน้าแรกตรงข้อความว่า "ข้าพเจ้าพนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ขอยื่นฟ้อง (1)... จำเลย" นั้น ยังมิได้เติมชื่อจำเลยลงไป ด้วยความพลั้งเผลอ จึงขอเติมชื่อจำเลยในช่องว่างเป็นว่า "นายดวง จิตชุ่ม" จำเลยนั้นเห็นว่าฟ้องของโจทก์ในช่องคดีระหว่างใครโจทก์ ใครจำเลยนั้น โจทก์ได้ระบุชื่อนายดวง จิตชุ่ม เป็นจำเลยไว้แล้ว เพียงแต่โจทก์พิมพ์ตกชื่อจำเลยในฟ้องหน้าแรก บรรทัดที่ 10 เท่านั้น ส่วนที่อยู่ ชาติและบังคับของจำเลยในบรรทัดต่อไปโจทก์ก็พิมพ์ไว้ครบถ้วน ทั้งในฟ้องหน้า 2 ตอนท้าย โจทก์ก็ได้ระบุว่าจำเลยต้องขังตามหมายขังของศาล ฟ้องของโจทก์จึงไม่มีทางที่จะให้เข้าใจผิดไปว่า โจทก์มิได้ฟ้องจำเลย จำเลยเองก็ดำเนินการต่อสู้คดีตลอดมาโดยมิได้หลงข้อต่อสู้แต่ประการใด การที่โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ จึงเป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดซึ่งมิได้กล่าวในฟ้องด้วยความพลั้งเผลอ และไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี สมควรอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163, 164

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1355/2514

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเพิ่มเติมชื่อจำเลยในฟ้องคดีอาญา ศาลอนุญาตได้หากไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ
ในระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องว่าฟ้องโจทก์หน้าแรกตรงข้อความว่า "ข้าพเจ้าพนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ขอยื่นฟ้อง (1)... จำเลย" นั้น ยังมิได้เติมชื่อจำเลยลงไป ด้วยความพลั้งเผลอ จึงขอเติมชื่อจำเลยในช่องว่างเป็นว่า "นายดวง จิตชุ่ม"จำเลยนั้น เห็นว่าฟ้องของโจทก์ในช่อง คดีระหว่างใครโจทก์ ใครจำเลยนั้น โจทก์ได้ระบุชื่อ นายดวง จิตชุ่ม เป็นจำเลยไว้แล้ว เพียงแต่โจทก์พิมพ์ตกชื่อจำเลยในฟ้องหน้าแรก บรรทัดที่ 10 เท่านั้น ส่วนที่อยู่ ชาติและบังคับของจำเลยในบรรทัดต่อไปโจทก์ก็พิมพ์ไว้ครบถ้วน ทั้งในฟ้องหน้า 2 ตอนท้าย โจทก์ก็ได้ระบุว่าจำเลยต้องขังตามหมายขังของศาล ฟ้องของโจทก์จึงไม่มีทางที่จะให้เข้าใจผิดไปว่า โจทก์มิได้ฟ้องจำเลย จำเลยเองก็ดำเนินการต่อสู้คดีตลอดมาโดยมิได้หลงข้อต่อสู้แต่ประการใด การที่โจทก์ขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ จึงเป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดซึ่งมิได้กล่าวในฟ้องด้วยความพลั้งเผลอ และไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี สมควรอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163, 164

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 135/2514

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความร่วมมือในการกระทำความผิดพยายามฆ่า: การกระทำที่แสดงถึงเจตนาและเจตนาในการร่วมกระทำ
จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนมาหาผู้เสียหายที่กระท่อมนาในเวลากลางคืนจำเลยเรียกผู้เสียหายให้ลุกขึ้นแล้วขอน้ำดื่ม พวกของจำเลยใช้ปืนยิงผู้เสียหายถูกที่ท้อง แล้วจำเลยกับพวกก็วิ่งหนีไปด้วยกัน พฤติการณ์ดังนี้แสดงว่าจำเลยกับพวกร่วมกระทำผิดด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายจำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 135/2514 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความร่วมมือในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า พิจารณาจากพฤติการณ์ร่วมกัน
จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนมาหาผู้เสียหายที่กระท่อมนาในเวลากลางคืนจำเลยเรียกผู้เสียหายให้ลุกขึ้นแล้วขอน้ำดื่ม พวกของจำเลยใช้ปืนยิงผู้เสียหายถูกที่ท้อง แล้วจำเลยกับพวกก็วิ่งหนีไปด้วยกัน พฤติการณ์ดังนี้แสดงว่าจำเลยกับพวกร่วมกระทำผิดด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2514

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สมัครใจวิวาท ยิงต่อสู้: เหตุป้องกันตัวฟังไม่ได้
จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่มูลเหตุเนื่องมาจากวัวของผู้ตายเข้าไปกินข้าวในนาจำเลย จึงเกิดการวิวาทต่อว่าและด่ากันระหว่างจำเลยกับภรรยาผู้ตายซึ่งลุกลามไปถึงขั้นใช้อาวุธและพลกำลังทำร้ายซึ่งกัน ในขณะนั้นผู้ตายเข้ามาช่วยภรรยาต่อสู้กับจำเลย แล้วทั้งจำเลยและผู้ตายต่างชักปืนออกมา แต่จำเลยยิงผู้ตายเสียก่อนดังนี้ เมื่อเป็นเรื่องสมัครใจวิวาทกัน จำเลยจะอ้างเหตุป้องกันตัวมิได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2514 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การวิวาทและการอ้างเหตุป้องกันตัว: กรณีที่ผู้ก่อเหตุเป็นฝ่ายเริ่มวิวาท ย่อมไม่อ้างเหตุป้องกันตัวได้
จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่มูลเหตุเนื่องมาจากวัวของผู้ตายเข้าไปกินข้าวในนาจำเลย จึงเกิดการวิวาทต่อว่าและด่ากันระหว่างจำเลยกับภรรยาผู้ตายซึ่งลุกลามไปถึงขั้นใช้อาวุธและพลกำลังทำร้ายซึ่งกัน ในขณะนั้นผู้ตายเข้ามาช่วยภรรยาต่อสู้กับจำเลยแล้วทั้งจำเลยและผู้ตายต่างชักปืนออกมา แต่จำเลยยิงผู้ตายเสียก่อน ดังนี้ เมื่อเป็นเรื่องสมัครใจวิวาทกัน จำเลยจะอ้างเหตุป้องกันตัวมิได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2514 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิในที่ดินหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ: การแจ้งสิทธิครอบครองและผลกระทบต่อการซื้อขาย
บุคคลผู้จะได้มาซึ่งที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งทำไว้ก่อนพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ต้องจดแจ้งสัญญานั้นไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 120 วัน นับแต่วันพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ เมื่อได้มีการซื้อขายไปตามสัญญานั้นแล้วจึงจะถือว่าผู้ซื้อมีสิทธิในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ มิฉะนั้นจะมีผลให้ที่ดินตกเป็นของรัฐ ซึ่งผู้ยึดถือครอบครองอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน เว้นแต่บุคคลนั้นจะอ้างความคุ้มครองจากสิทธิครอบครองของผู้โอนที่ดินนั้นแก่ตนในฐานะผู้รับโอน (เทียบฎีกาที่ 1748/2505)
ในกรณีผู้โอนดังกล่าวได้มาซึ่งที่ดินโดยได้รับอนุญาตให้จับจองตามพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 แต่ยังมิได้รับคำรับรองว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้บังคับนั้น ผู้โอนต้องขอคำรับรองภายใน 180 วันนับจากวันสิ้นสุดแห่งการจับจองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือหากระยะเวลาดังกล่าวได้สิ้นสุดลงก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ก็ให้ยื่นคำขอต่อนายอำเภอภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ มิฉะนั้นจะถือว่าที่ดินนั้นเป็นอันปลอดจากการจับจองและตกเป็นของรัฐ อันมีผลให้ถือว่า ผู้นั้นเข้าครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต ฉะนั้น การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้โอนกับจำเลยเมื่อปี 2501 โดยผู้โอนมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวจึงใช้ยันกันได้ระหว่างกันเท่านั้น จะใช้ยันต่อรัฐไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่อาจอ้างความคุ้มครองจากสิทธิของผู้โอนที่พิพาทแก่ตนดังกล่าวจำเลยจึงต้องมีความผิดฐานยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (เทียบฎีกาที่ 1061/2503)
of 82 ⏮ ◀ ▶ ⏭