Law3s Deka Logo

คำพิพากษาศาลฎีกา ปี พ.ศ. 2503 — หน้า 70

ระบบค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ค้นหาได้หลายรูปแบบ และใหม่ล่าสุดค้นหาด้วย Ai

ฎีกาใหม่ ฎีกาที่คนเข้าชมสูงสุด ฎีกาแนะนำโดยทีมงาน ดูฎีกาตามรายปี พ.ศ.

ผลการค้นหาตามปี "2503" (779 รายการ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ลำดับการนำสืบพยานในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียวกัน ศาลฎีกาเห็นชอบกับลำดับเดิมที่ศาลชั้นต้นสั่ง
คดีอาญามูลกรณีเดียวกัน ซึ่งผู้ว่าคดีฯ ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยสำนวนหนึ่งฐานทะเลาะวิวาทกับนายเจียวไซกับพวกในที่สาธารณสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 372 แล้ว โจทก์ยื่นฟ้องนายเจียวไซ กับพวกเป็นจำเลยฐานทำร้ายร่างกาย โจทก์ถึงอันตรายตามมาตรา 295 ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาโดยให้ผู้ว่าคดี ฯ ในสำนวนแรกนำสืบก่อน นั้น จะสั่งให้จำเลยในสำนวนหลังซึ่งเป็นพยานของผู้ว่าคดีฯ สำนวนแรกนำสืบในฐานะเป็นจำเลยในสำนวนหลังไปเลยทีเดียว แล้วจึงให้โจทก์คดีนี้นำสืบทีหลังในฐานะเป็นโจทก์คดีนี้และเป็นจำเลยคดีแรกด้วยไม่ได้ไม่ชอบด้วยประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2503

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ลำดับการนำสืบพยานในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียวกัน ศาลต้องให้โจทก์นำสืบก่อน
คดีอาญามูลกรณีเดียวกันซึ่งผู้ว่าคดีฯฟ้องโจทก์เป็นจำเลยสำนวนหนึ่งฐานทะเลาะวิวาทกับนายเจียวไซกับพวกในที่สาธารณสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 372 แล้ว โจทก์ยื่นฟ้องนายเจียวไซกับพวกเป็นจำเลยฐานทำร้ายร่างกายโจทก์ถึงอันตรายตามมาตรา 295 อีกสำนวนหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาโดยให้ผู้ว่าคดีฯในสำนวนแรกนำสืบก่อน นั้น จะสั่งให้จำเลยในสำนวนหลังซึ่งเป็นพยานของผู้ว่าคดีฯ สำนวนแรกนำสืบในฐานะเป็นจำเลยในสำนวนหลังไปเลยทีเดียว แล้วจึงให้โจทก์คดีนี้นำสืบทีหลังในฐานะเป็นโจทก์คดีนี้และเป็นจำเลยคดีแรกด้วยไม่ได้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1214/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การแซงรถที่จอดนิ่งไม่ผิดตาม พ.ร.บ.จราจรฯ มาตรา 11 หากไม่ใช่การแซงรถที่กำลังวิ่ง
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 11 มีความมุ่งหมายที่จะห้ามขับรถแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น ซึ่งกำลังแล่นอยู่ตรงที่ที่ไม่ปลอดภัยดังที่ระบุไว้คือ ตรงทางร่วม ทางแยกหัวเลี้ยว ฯลฯ คำว่า เดินรถขึ้นหน้ารถคันอื่น ในมาตรานี้หมายความว่า ขับรถแซงขึ้นหน้ารถที่กำลังแล่นอยู่ด้วย
การที่จำเลยขับรถหลีกผ่านรถบันทุกดินที่ จอดนิ่งอยู่ขึ้นไปนั้น ไม่เป็นการต้องห้าม ตาม มาตรา 11 นี้ (ฎีกาที่ 1988/2497 ก็วินิจฉัยว่า มาตรา 11 พระราชบัญญัติจราจรทางบก นั้น หมายความถึงการแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นที่กำลังแล่นอยู่ มิใช่แล่นหลีกรถที่จอดอยู่ขึ้นไป)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1214/2503

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การแซงรถที่จอดนิ่งไม่ผิด พ.ร.บ.จราจร มาตรา 11 เน้นการแซงรถที่กำลังวิ่ง
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 มาตรา 11 มีความมุ่งหมายที่จะห้ามขับรถแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นซึ่งกำลังแล่นอยู่ตรงที่ที่ไม่ปลอดภัยดังที่ระบุไว้ คือ ตรงทางร่วม ทางแยกหัวเลี้ยวฯลฯ คำว่า "เดินรถขึ้นหน้ารถคันอื่น" ในมาตรานี้หมายความว่า ขับรถแซงขึ้นหน้ารถที่กำลังแล่นอยู่ด้วยกัน
การที่จำเลยขับรถหลีกผ่านรถบรรทุกดินที่จอดนิ่งอยู่ขึ้นไปนั้น ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 11 นี้
(ฎีกาที่ 1988/2497 ก็วินิจฉัยว่ามาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกนั้นหมายความถึงการแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นที่กำลังแล่นอยู่ มิใช่แล่นหลีกรถที่จอดอยู่ขึ้นไป)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การทำไม้เพื่อบำรุงป่าและข้อยกเว้นการขออนุญาตเคลื่อนย้ายไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้
จำเลยเป็นผู้รับจ้างทำไม้จากป่าไม้เขตจังหวัดสุราษฏร์ธานี อันเป็นการทำไม้เพื่อประโยชน์บำรุงป่าในทางวิชาการตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 17 (1) จึงเป็นการทำไม้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตาม มาตรา 11 และไม้รายนี้เป็นไม้ที่ทำออกโดยไม้ต้องขอรับ อนุญาต มาตรา 38 (2) เมื่อจำเลยนำไม้ ยังไม่ทันพ้นด่านป่าไม้ด่านแรก แม้จำเลยจะไม่มีในเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยก็ยังไม่มีผิดตามมาตรา 39

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2503

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การทำไม้เพื่อประโยชน์บำรุงป่า ไม่ต้องขออนุญาตเคลื่อนย้าย หากยังไม่พ้นด่านป่าไม้แรก
จำเลยเป็นผู้รับจ้างทำไม้จากป่าไม้เขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีอันเป็นการทำไม้เพื่อประโยชน์บำรุงป่าในทางวิชาการตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 17(1) จึงเป็นการทำไม้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา 11 และไม้รายนี้เป็นไม้ที่ทำออกโดยไม่ต้องขอรับอนุญาตตามมาตรา 38(2) เมื่อจำเลยนำไม้ยังไม่ทันพ้นด่านป่าไม้ด่านแรกแม้จำเลยจะไม่มีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยก็ยังไม่มีผิดตามมาตรา 39

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1187/2503

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การยึดทรัพย์ต่างกรรมต่างวาระ เจ้าหนี้สละสิทธิไม่มีผลต่อค่าธรรมเนียม
ในระหว่างที่ โจทก์นำยึดทรัพย์ของจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้อื่นร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่โจทก์ยึด โจทก์ไม่คัดค้านขอสละสิทธิการบังคับคดี ขอถอนการยึด โดยอ้างว่า จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว ผู้ร้องขอสวมสิทธิยึดทรัพย์รายนั้นต่อไป เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ผู้ร้อง ดังนี้ โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมการยึด(แล้วไม่มีการขาย) เพราะเป็นเรื่องต่างคนต่างยึดคนละคราว คนละตอนติดต่อกัน ไม่ใช่การยึดร่วมกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1183/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การกล่าวหาเจ้าพนักงานลักทรัพย์โดยไม่เป็นความจริงเข้าข่ายดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136
ตำรวจจับจำเลยขณะลักเล่นการพนัน จำเลยพูดว่า ตำรวจล้วงเอาเงินส่วนตัวในกระเป๋าของจำเลยไป พูดซ้ำกันหลายครั้ง โดยไม่เป็นความจริง ดังนี้เป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะกระทำตามหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1183/2503

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การกล่าวหาเท็จต่อเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136
ตำรวจจับจำเลยขณะลักเล่นการพนัน จำเลยพูดว่า ตำรวจล้วงเอาเงินส่วนตัวในกระเป๋าของจำเลยไป พูดซ้ำกันหลายครั้งโดยไม่เป็นความจริง ดังนี้ เป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะกระทำการตามหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1181/2503 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิภารจำยอมเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้ทางเดินต่อเนื่องในที่ดินของเจ้าของรวม และมีการโอนสิทธิในที่ดิน
เจ้าของรวมในที่ดินมีโฉนดต่างครอบครองเป็นส่วนสัดเกิด 10 ปี แล้วเจ้าของรวมคนหนึ่งได้ใช้ทางเดินในที่ดินของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งมาอีกระยะหนึ่ง จนเกิน 10 ปี แล้ว โอนขายที่ดินส่วนของตนให้โจทก์ไป ดังนี้ โจทก์ย่อมได้ภารจำยอมเหนือทางเดินนี้ด้วย
of 78 ⏮ ◀ ▶ ⏭