Law3s Deka Logo

คำพิพากษาศาลฎีกา ปี พ.ศ. 2496 — หน้า 71

ระบบค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ค้นหาได้หลายรูปแบบ และใหม่ล่าสุดค้นหาด้วย Ai

ฎีกาใหม่ ฎีกาที่คนเข้าชมสูงสุด ฎีกาแนะนำโดยทีมงาน ดูฎีกาตามรายปี พ.ศ.

ผลการค้นหาตามปี "2496" (727 รายการ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1045/2496 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ความรับผิดของนายอำเภอต่อการยักยอกเงินหลวง: การประมาทเลินเล่อและการรับสภาพหนี้
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับราชการเป็นนายอำเภอปฏิบัติราชการฝ่าฝืนระเบียบเป็นเหตุให้สมุห์บัญชียักยอกเงินหลวง และจำเลยได้รับสารภาพตามสิทธิเรียกร้องของกระทรวงการคลัง ยอมรับใช้เงินที่ขาดหายไปทั้งหมด และจำเลยได้ ผ่อนใช้เงินจำนวนนี้บ้างแล้ว จึงขอให้จำเลยใช้เงินที่ขาดหายไปให้ควบ ดังนี้ เมื่อทางพิจารณาฟังว่าจำเลยไม่ต้อง รับผิดฐานละเมิดต่อโจทก์สำหรับเงินที่ขาดหายไปตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว ศาลก็ไม่จำต้องวินิจฉัยถึงประเด็นเรื่องการ รับสภาพหนี้และผ่อนชำระหนี้ตามที่โจทก์ฟ้องต่อไป เพราะเมื่อไม่มีการละเมิดก็ย่อมไม่มีมูลหนี้ และเมื่อไม่มีหนึ้ก็ ไม่อาจรับสภาพหนี้ หรือผ่อนชำระหนี้กันได้โดยชอบ./

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1045/2496

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การมอบหมายให้ผู้อื่นดูแลทรัพย์สินของรัฐ และความรับผิดต่อการยักยอกเงิน การไม่มีละเมิดจึงไม่มีมูลหนี้
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับราชการเป็นนายอำเภอปฏิบัติราชการฝ่าฝืนระเบียบเป็นเหตุให้สมุห์บัญชียักยอกเงินหลวง และจำเลยได้รับสารภาพตามสิทธิเรียกร้องของกระทรวงการคลัง ยอมรับใช้เงินที่ขาดหายไปทั้งหมด และจำเลยได้ผ่อนใช้เงินจำนวนนี้บ้างแล้ว จึงขอให้จำเลยใช้เงินที่ขาดหายไปให้ครบ ดังนี้เมื่อทางพิจารณาฟังว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดฐานละเมิดต่อโจทก์สำหรับเงินที่ขาดหายไปตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว ศาลก็ไม่จำต้องวินิจฉัยถึงประเด็นเรื่องการรับสภาพหนี้และผ่อนชำระหนี้ตามที่โจทก์ฟ้องต่อไป เพราะเมื่อไม่มีการละเมิดก็ย่อมไม่มีมูลหนี้ และเมื่อไม่มีหนี้ก็ไม่อาจรับสภาพหนี้ หรือผ่อนชำระหนี้กันได้โดยชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2496

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ภาระจำยอมสิ้นสุดเมื่อเจ้าของที่ดินรวมเป็นคนเดียวกัน แม้เคยมีมาก่อน ย่อมไม่เกิดภาระจำยอมโดยอายุความ
ที่ดิน 2 แปลง เมื่อตกได้แก่เจ้าของเดียวกันแล้วแม้หากจะเคยมีภาระจำยอมมาก่อน ภาระจำยอมนั้นก็ย่อมหมดไป และแม้เจ้าของจะใช้ทางผ่านในที่ดินนั้น ก็เป็นเรื่องใช้อำนาจกรรมสิทธิ์ ไม่ใช่ภาระจำยอม ฉะนั้นเมื่อขายที่ดินแปลงหนึ่งให้บุคคลอื่นไปยังไม่ถึง 10 ปีจึงยังไม่มีทางก่อเกิดภาระจำยอมโดยทางอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2496 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การเก็บค่าเช่านาเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด แม้มีสัญญาเช่าก่อนประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่านา ก็ยังถือว่ามีความผิด
แม้จะทำสัญญาเช่านากันไว้ก่อนประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมการเช่านา ก็ดี แต่เมื่อเก็บค่าเช่ากันนั้น ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมการเช่านาแล้ว ดังนี้ ถ้าค่าเช่าที่เก็บเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ เจ้าของนาผู้ให้เช่าก็ย่อมผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่านา 2493 มาตรา16.
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเก็บค่าเช่านาจากนายย้าผู้เช่าทำเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลย ให้นายบุญธรรมเช่านาไปแล้ว นายบุญธรรมให้นายย้าทำนา เมื่อจำเลยไปเก็บค่าเช่านายบญธรรมจึงให้ไปเก็บกับ นายย้า ดังนี้ ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง เมื่อค่าเช่าที่เก็บเกินอัตราแล้ว จำเลยก็ย่อมมีความผิด./

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2496

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ ค่าเช่านาเกินอัตราหลังพ.ร.บ.ควบคุมการเช่านา มีความผิดแม้ทำสัญญาก่อนประกาศใช้
แม้จะทำสัญญาเช่านากันไว้ก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านาก็ดี แต่เมื่อเก็บค่าเช่ากันนั้น ได้ประกาศใช้ พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านาแล้ว ดังนี้ ถ้าค่าเช่าที่เก็บเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ เจ้าของนาผู้ให้เช่าก็ย่อมผิดตาม พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่านา 2493 มาตรา 16
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเก็บค่าเช่านาจากนายย้าผู้เช่าทำเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยให้นายบุญธรรมเช่านาไป แล้วนายบุญธรรมให้นายย้าทำนาเมื่อจำเลยไปเก็บค่าเช่านายบุญธรรมจึงให้ไปเก็บกับนายย้า ดังนี้ ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง เมื่อค่าเช่าที่เก็บเกินอัตราแล้ว จำเลยก็ย่อมมีความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1042/2496

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องผู้จัดการมรดก: การที่พินัยกรรมระบุหน้าที่จำกัด ไม่ถือเป็นผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องได้
โจทก์ฟ้องคดีโดยอ้างว่าเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม แต่ปรากฏในพินัยกรรมเพียงให้โจทก์เป็นผู้จัดการเก็บค่าเช่าห้องพิพาทส่งไปประเทศจีนเท่านั้น ดังนี้ ไม่ได้ชื่อว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ถึงแก่จะมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีได้
เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ แม้จำเลยมิได้คัดค้านอำนาจฟ้องของโจทก์แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมยกขึ้นวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1042/2496 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ อำนาจฟ้องผู้จัดการมรดก: การพิสูจน์ขอบเขตอำนาจตามพินัยกรรม
โจทก์ฟ้องคดีโดยอ้างว่าเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม์แต่ปรากฎในพินัยกรรม์เพียงให้โจทก์เป็นผู้ จัดการเก็บค่าเช่าห้องพิพาทส่งไปประเทศจีนเท่านั้น ดังนี้ ไม่ได้ชื่อว่าา โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม์ ถึงแก่จะมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีได้.
เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ แม้จำเลยมิได้คัดค้านอำนาจฟ้องของโจทก์ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน ศาลย่อมยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา 142(5)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1035/2496 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การสืบพยานเพื่อหักล้างข้อต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การนำสืบถึงที่มาของทรัพย์สินไม่เป็นการนอกประเด็น
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่พิพาทจากเจ้าของ จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของผู้อื่น ดังนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิสืบได้ว่าเจ้าของ ได้ทรัพย์พิพาทมาอย่างไรไม่เป็นการนอกประเด็นและมีสิทธิสทบว่าผู้อื่นที่จำเลยอ้างนั้นได้อยู่ในที่พิพาทโดยทาง อาศัย เพราะเป็นการสืบหักล้างคำให้การต่อสู้ของจำเลย
ในกรณีที่จำเลยฎีกาคัดค้านในข้อที่ศาลกำหนดหน้าที่ให้จำเลยสืบก่อนว่าเป็นการมิชอบนั้น เมื่อปรากฎว่าได้สืบ พยานเสร็จสิ้นไปทั้งสองฝ่ายแล้ว และในฎีกาของจำเลยก็หาได้ขอให้ศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานกันใหม่แต่ ประการใดไม่ และแม้การที่ศาลกำหนดหน้าที่ให้จำเลยสืบก่อนจะเป็นการชอบหรือไม่ก็ตามก็ไม่ทำให้คำวินิจฉัยคำ พยานของศาลในคดีเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังนี้ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ก็ย่อมฟังไม่ขึ้น./

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1035/2496

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ สิทธิในการสืบหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลย และการนำสืบพยานนอกประเด็นที่ไม่เป็นเหตุให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่พิพาทจากเจ้าของ จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของผู้อื่น ดังนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิ์สืบได้ว่าเจ้าของได้ทรัพย์พิพาทมาอย่างไรไม่เป็นการนอกประเด็น และมีสิทธิสืบว่าผู้อื่นที่จำเลยอ้างนั้นได้อยู่ในที่พิพาทโดยทางอาศัย เพราะเป็นการสืบหักล้างคำให้การต่อสู้ของจำเลย
ในกรณีที่จำเลยฎีกาคัดค้านในข้อที่ศาลกำหนดหน้าที่ให้จำเลยสืบก่อนว่าเป็นการมิชอบนั้น เมื่อปรากฏว่าได้สืบพยานเสร็จสิ้นไปทั้งสองฝ่ายแล้ว และในฎีกาของจำเลยก็หาได้ขอให้ศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานกันใหม่แต่ประการใดไม่ และแม้การที่ศาลกำหนดหน้าที่ให้จำเลยสืบก่อนจะเป็นการชอบหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้คำวินิจฉัยคำพยานของศาลในคดีเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังนี้ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ก็ย่อมฟังไม่ขึ้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 103/2496 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ

ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้ การกระทำพยานหลักฐานเท็จต้องก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกกล่าวหา จึงจะถือเป็นความผิด
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลบังคับจำเลยให้โอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา จำเลยสมคบกับพวกกระทำพยานหลักฐานเท็จโดยจำเลยทำสัญญากู้เงินผู้อื่นแล้วให้ผู้อื่นมาฟ้องเรียกเงินกู้ต่อศาล และจำเลยยอมความยอมใช้เงินตามสัญญากู้ ซึ่งความจริงจำเลยไม่ได้เป็นหนี้สินตามสัญญากู้นั้นเลย ดังนี้ เพียงเท่านี้โจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหายอย่างใด ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยฐานกระทำพยานหลักฐานเท็จตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 157 ได้./
of 73 ⏮ ◀ ▶ ⏭