ผลการค้นหาตามปี "2520" (1114 รายการ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1511/2520 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจฟ้องจำเลยต่างประเทศ: การมีตัวแทนในไทยไม่ถือเป็นภูมิลำเนา
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ตั้งจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ตั้งจำเลยที่ 5 เป็นตัวแทนในประเทศไทยเพื่อดูแลกิจการและผลประโยชน์ของจำเลย โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ที่ 5 ฐานละเมิดต่อโจทก์ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ตั้งตัวแทนดังกล่าวก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย เพราะจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ไม่มีสำนักงานสาขาอยู่ในประเทศไทยหรือเลือกเอาประเทศไทยเป็นภูมิลำเนาในส่วนกิจการ อันทำในประเทศไทยด้วย โจทก์จึงไม่มี อำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ต่อศาลในประเทศไทย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1511/2520
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
อำนาจศาล: การฟ้องจำเลยต่างประเทศ แม้มีตัวแทนในไทย ต้องมีสำนักงานหรือเลือกไทยเป็นภูมิลำเนา
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ตั้งจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ตั้งจำเลยที่ 5 เป็นตัวแทนในประเทศไทยเพื่อดูแลกิจการและผลประโยชน์ของจำเลยโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ที่ 5 ฐานละเมิดต่อโจทก์ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่1 ที่ 2 ที่ 4 ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ตั้งตัวแทนดังกล่าวก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย เพราะจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ไม่มีสำนักงานสาขาอยู่ประเทศไทยหรือเลือกเอาประเทศไทยเป็นภูมิลำเนาในส่วนกิจการอันทำในประเทศไทยด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ต่อศาลในประเทศไทย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2520
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ขาดนัดสืบพยาน: การนัดสืบพยานครั้งแรกไม่ใช่ขาดนัด แม้จะไม่ได้มาในนัดต่อๆไป
คำฟ้องให้ใช้เงินกู้ บรรยายว่ามายืมเงินและไม่ได้ชำระเลยความจริงทำสัญญาที่บ้านจำเลยและใช้เงินบ้างแล้วเป็นรายละเอียดที่ไม่ต้องกล่าวในฟ้อง
ขาดนัดในวันสืบพยานหมายความถึงวันสืบพยานนัดแรก จำเลยมาศาลในวันนั้นจึงไม่ขาดนัด จำเลยไม่มาในวันต่อไปที่นัดสืบพยานจำเลยไม่ใช่ขาดนัด มาขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้
ขาดนัดในวันสืบพยานหมายความถึงวันสืบพยานนัดแรก จำเลยมาศาลในวันนั้นจึงไม่ขาดนัด จำเลยไม่มาในวันต่อไปที่นัดสืบพยานจำเลยไม่ใช่ขาดนัด มาขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2520 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องจำเลยในฐานะนายอำเภอ และอำนาจขยายเวลาประกาศรับสมัครเลือกตั้งกำนัน
ฟ้องของโจทก์ใส่ชื่อจำเลยในช่องคู่ความโดยไม่มีข้อความว่าในฐานะนายอำเภอ แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยรับราชการในตำแหน่งนายอำเภอจัตุรัสเป็นเจ้าของพนักงานตามกฎหมาย จำเลยในฐานะเป็นนายอำเภอจัตุรัสได้ออกประกาศของอำเภอ และคำขอท้ายฟ้องก็ขอให้พิพากษาว่าประกาศของนายอำเภอจัตุรัสเป็นโมฆะ ดังนี้ เมื่ออ่านฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ชัดเจนว่า โจทก์มุ่งหมายที่จะฟ้องจำเลยในฐานะนายอำเภอจัตุรัส หาใช่ฟ้องเป็นการส่วนตัวไม่
ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 364 ข้อ 3 ให้นายอำเภอจัดให้มีการเลือกกำนันโดยรับสมัครจากผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้น วิธีเลือกกำนันให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอจึงมีอำนาจออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้งกำนันและระยะเวลารับสมัคร ดังนั้น เมื่อมีเหตุสมควร นายอำเภอก็ย่อมมีอำนาจที่จะขยายระยะเวลาวันเลือกตั้งและเวลารับสมัครออกไปอีกได้
ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 364 ข้อ 3 ให้นายอำเภอจัดให้มีการเลือกกำนันโดยรับสมัครจากผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้น วิธีเลือกกำนันให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอจึงมีอำนาจออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้งกำนันและระยะเวลารับสมัคร ดังนั้น เมื่อมีเหตุสมควร นายอำเภอก็ย่อมมีอำนาจที่จะขยายระยะเวลาวันเลือกตั้งและเวลารับสมัครออกไปอีกได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2520
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การฟ้องจำเลยในฐานะนายอำเภอ และอำนาจขยายเวลาประกาศรับสมัครเลือกตั้งกำนัน
ฟ้องของโจทก์ใส่ชื่อจำเลยในช่องคู่ความโดยไม่มีข้อความว่าในฐานะนายอำเภอ แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยรับราชการในตำแหน่งนายอำเภอจัตุรัสเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จำเลยในฐานะเป็นนายอำเภอจัตุรัสได้ออกประกาศของอำเภอ และคำขอท้ายฟ้องก็ขอให้พิพากษาว่าประกาศของนายอำเภอจัตุรัสเป็นโมฆะ ดังนี้ เมื่ออ่านฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ชัดเจนว่า โจทก์มุ่งหมายที่จะฟ้องจำเลยในฐานะนายอำเภอจัตุรัสหาใช่ฟ้องเป็นการส่วนตัวไม่
ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 364 ข้อ 3 ให้นายอำเภอจัดให้มีการเลือกกำนันโดยรับสมัครจากผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นวิธีเลือกกำนันให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอจึงมีอำนาจออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้งกำนันและระยะเวลารับสมัคร ดังนั้น เมื่อมีเหตุสมควร นายอำเภอก็ย่อมมีอำนาจที่จะขยายระยะเวลาวันเลือกตั้งและเวลารับสมัครออกไปอีกได้
ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 364 ข้อ 3 ให้นายอำเภอจัดให้มีการเลือกกำนันโดยรับสมัครจากผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นวิธีเลือกกำนันให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอจึงมีอำนาจออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้งกำนันและระยะเวลารับสมัคร ดังนั้น เมื่อมีเหตุสมควร นายอำเภอก็ย่อมมีอำนาจที่จะขยายระยะเวลาวันเลือกตั้งและเวลารับสมัครออกไปอีกได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1508/2520
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ทางสาธารณะพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา มีผลผูกพันคดีแพ่งเรื่องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง
คดีอาญาศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะจำเลยมีความผิดลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ข้อเท็จจริงนี้ต้องรับฟังในคดีแพ่งที่จำเลยถูกฟ้องให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและทำที่ดินให้คงสภาพทางสาธารณะตามเดิม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1507/2520 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การถอนคืนการให้โดยอ้างยากไร้ ต้องยากไร้จริงตามกฎหมาย
สามีโจทก์ยกที่นาทำกินให้บุตรชาย 4 คน โจทก์ยกที่พิพาทให้จำเลยเมื่อยกให้แล้วโจทก์กับสามียังมีที่ดินปลูกบ้านพร้อมเรือนอยู่อาศัย 2 หลัง มีที่ดินปลูกบ้านอีก 2 ไร่ และที่ดินนาทำกิน 5 ไร่ เช่านาจากคนอื่นทำ 20 ไร่ มีกระบือทำนา 2 ตัว บุตรชาย 4 คนที่ได้รับที่ดินได้ให้เงินและสิ่งของแก่โจทก์และสามีเป็นครั้งคราวตามฐานะ ส่วนจำเลยเคยใช้ข้าวเปลือก 50 ถัง ให้เงินครั้งละ 100-200 บาท ดังนี้แม้โจทก์จะยากจนก็เป็นฐานะตามปกติตั้งแต่โจทก์และสามียกที่ดินให้ลูกอยู่แล้วหาใช่เพิ่งยากจนลงในตอนหลังไม่ ความยากจนดังกล่าวไม่ถึงขนาดเป็นยากไร้ ตามความหมายของมาตรา 531 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉะนั้นแม้จะฟังว่าโจทก์ให้ที่พิพาทแก่จำเลยโดยเสน่หาและจำเลยไม่ยอมให้ข้าวเปลือกแก่โจทก์ 50 ถังตามที่โจทก์ขอ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอคืนที่พิพาทจากจำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1507/2520
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การถอนคืนการให้โดยอ้างยากจน: ต้องยากจนถึงขั้นยากไร้ตามกฎหมายเท่านั้น
สามีโจทก์ยกที่นาทำกินให้บุตรชาย 4 คน โจทก์ยกที่พิพาทให้จำเลย เมื่อยกให้แล้วโจทก์กับสามียังมีที่ดินปลูกบ้านพร้อมเรือนอยู่อาศัย 2 หลัง มีที่ดินปลูกบ้านอีก 2 ไร่ และที่ดินทำกิน 5 ไร่ เช่านาจากคนอื่นทำ 20 ไร่ มีกระบือทำนา 2 ตัว บุตรชาย 4 คนที่ได้รับที่ดินได้ให้เงินและสิ่งของแก่โจทก์และสามีเป็นครั้งคราวตามฐานะ ส่วนจำเลยเคยให้ข้าวเปลือก 50 ถังให้เงินครั้งละ 100-200 บาท ดังนี้แม้โจทก์จะยากจนก็เป็นฐานะตามปกติตั้งแต่โจทก์และสามียกที่ดินให้ลูกอยู่แล้ว หาใช่เพิ่งยากจนลงในตอนหลังไม่ ความยากจนดังกล่าวไม่ถึงขนาดเป็นคนยากไร้ตามความหมายของมาตรา 531(3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉะนั้นแม้จะฟังว่าโจทก์ให้ที่พิพาทแก่จำเลยโดยเสน่หาและจำเลยไม่ยอมให้ข้าวเปลือกแก่โจทก์ 50 ถังตามที่โจทก์ขอ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอคืนที่พิพาทจากจำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1504/2520 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การอุทธรณ์และฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเรื่องทุนทรัพย์และข้อเท็จจริง
โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 55 แม้จะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์แต่ละคนไม่เกินสองหมื่นบาท จึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ และเมื่อเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1504/2520
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การอุทธรณ์และฎีกาในคดีแพ่ง: ข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์และการต้องห้ามอุทธรณ์/ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 55 แม้จะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์แต่ละคนไม่เกินสองหมื่นบาท จึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ และเมื่อเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย