ผลการค้นหาตามปี "2510" (947 รายการ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 103/2510
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องเขตควบคุมการแปรรูปไม้ เพื่อเอาผิดฐานครอบครองไม้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต
โจทก์มิได้นำสืบ จึงฟังไม่ได้ว่าท้องที่ที่จำเลยมีไม้แปรรูป ไว้ ในครอบครองเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ จึงลงโทษจำเลย ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาตไม่ได้ และ ริบไม้ของกลางไม่ได้ (อ้างนัยฎีกาที่ 1384/2494 และที่ 825/2498)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 103/2510 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การพิสูจน์เขตควบคุมการแปรรูปไม้: จำเลยปฏิเสธ, โจทก์มิได้นำสืบประกาศ, ศาลยกฟ้อง
โจทก์มิได้นำสืบ จึงฟังไม่ได้ว่าท้องที่ที่จำเลยมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ จึงลงโทษจำเลยฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาตไม่ได้ และริบไม้ของกลางไม่ได้ (อ้างนัยฎีกาที่ 1384/2494 และที่ 825/2498)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1031-1041/2510
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบรรยายฟ้องฐานปลูกสร้างอาคาร ต้องระบุรายละเอียดการกระทำผิดให้ชัดเจน เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหา
พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2479 มาตรา 7แยกเป็นการกระทำได้ 3 อย่างคือ (1) สร้างอาคารขึ้นใหม่ล้วน (2) ต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารที่มีอยู่แล้วในลักษณะอันเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่อาคารนั้นมาก หรือเป็นการเพิ่มหรือขยายพื้นแห่งอาคารนั้นมาก (3) แปลงอาคารสำหรับบุคคลอาศัยเป็นอาคารเพื่อประโยชน์อย่างอื่นหรือกลับกัน การกระทำอย่างใดหนึ่งในสามอย่างนี้ถือว่าทำการปลูกสร้างอาคาร ฉะนั้น โจทก์จะบรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยทำการปลูกสร้างอาคารเท่านั้นก็ไม่ชัดพอจะให้จำเลยเข้าใจฟ้องว่าจำเลยได้ทำการปลูกสร้างอาคารอย่างไหนในสามอย่างดังกล่าว
ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารโดยการต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารเดิมในลักษณะที่เป็นการเพิ่มน้ำหนักและขยายพื้นแห่งอาคารนั้นมาก ดังนี้ ไม่ว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นการสร้างอาคารขึ้นใหม่ล้วนหรือไม่ ศาลก็จะลงโทษจำเลยในเรื่องปลูกสร้างอาคารขึ้นใหม่ล้วนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192
ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารโดยการต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารเดิมในลักษณะที่เป็นการเพิ่มน้ำหนักและขยายพื้นแห่งอาคารนั้นมาก ดังนี้ ไม่ว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นการสร้างอาคารขึ้นใหม่ล้วนหรือไม่ ศาลก็จะลงโทษจำเลยในเรื่องปลูกสร้างอาคารขึ้นใหม่ล้วนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1031-1041/2510 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบรรยายฟ้องการปลูกสร้างอาคาร ต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำประเภทใด จึงจะชอบด้วยกฎหมาย
พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2479 มาตรา 7 แยกเป็นการกระทำได้ 3 อย่างคือ (1) สร้างอาคารขึ้นใหม่ล้วน (2) ต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารที่มีอยู่แล้วในลักษณะอันเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่อาคารนั้นมาก หรือเป็นการเพิ่มหรือขยายพื้นแห่งอาคารนั้นมาก (3) แปลงอาคารสำหรับบุคคลอาศัยเป็นอาคารเพื่อประโยชน์อย่างอื่นกลับกัน การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนี้ถือว่าทำการปลูกสร้างอาคาร ฉะนั้น โจทก์จะบรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยทำการปลูกสร้างอาคารเท่านั้นก็ไม่ชัดพอจะให้จำเลยเข้าใจฟ้องว่าจำเลยได้ทำการปลูกสร้างอาคารอย่างไหนในสามอย่างดังกล่าว
โจทก์ฟ้องบรรยายว่า จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารโดยการต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารเดิมในลักษณะที่เป็นการเพิ่มน้ำหนักและขยายพื้นแห่งอาคารนั้นมากดังนี้ ไม่ว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นการสร้างอาคารขึ้นใหม่ล้วนหรือไม่ ศาลก็จะลงโทษจำเลยในเรื่องปลูกสร้างอาคารขึ้นใหม่ล้วนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192
โจทก์ฟ้องบรรยายว่า จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารโดยการต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารเดิมในลักษณะที่เป็นการเพิ่มน้ำหนักและขยายพื้นแห่งอาคารนั้นมากดังนี้ ไม่ว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นการสร้างอาคารขึ้นใหม่ล้วนหรือไม่ ศาลก็จะลงโทษจำเลยในเรื่องปลูกสร้างอาคารขึ้นใหม่ล้วนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1029/2510 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การบังคับให้โอนทรัพย์สินและห้ามเข้าเกี่ยวข้อง: ฎีกาไม่รับเนื่องจากเป็นการแก้น้อย
คดีมีทุนทรัพย์ 2,500 บาท โดยทรัพย์สินที่โจทก์เรียกร้องขอให้จำเลยโอนให้แก่โจทก์มีที่ดินปลูกบ้านและต้นไม้ ราคา 1,500 บาท เรือน 1 หลัง ราคา 700 บาท ยุ้งข้าว 1 หลัง ราคา 300 บาท และขอห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้อง คำขอนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นห้ามมิไห้จำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับเรือนและยุ้งข้าวของโจทก์ นอกจากนี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ เป็นแก้น้อย (อ้างฎีกาที่ 74/2494)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1029/2510
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การจำกัดขอบเขตคำบังคับให้โอนทรัพย์สินและห้ามเข้าเกี่ยวข้อง: การเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยศาลอุทธรณ์ถือเป็นแก้น้อย
คดีมีทุนทรัพย์ 2,500 บาท โดยทรัพย์สินที่โจทก์เรียกร้องขอให้จำเลยโอนให้แก่โจทก์มีที่ดินปลูกบ้านและต้นไม้ ราคา 1,500 บาท เรือน 1 หลัง ราคา 700 บาท ยุ้งข้าว 1 หลัง ราคา 300 บาท และขอห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง คำขอนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นห้ามมิให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับเรือนและยุ้งข้าวของโจทก์ นอกจากนี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ เป็นแก้น้อย (อ้างฎีกาที่ 74/2494)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1027/2510 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ภาษีการค้านำเข้าฝาจุกสำเร็จรูป: พิจารณาเป็นสินค้าสำเร็จรูปเสียภาษีอัตรา 5% ของรายรับ
ฝาจุกจีบที่โจทก์สั่งมาจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพื่อใช้ปิดปากขวดเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่โจทก์ผลิดออกจำหน่าย ไม่ใช่วัตถุดิบที่จะนำมาใช้เพื่อผลิตขายต่อไป แต่มีลักษณะเป็นจุกขวดหรือฝาจุกที่สำเร็จรูป โดยไม่จำต้องเปลี่ยนหรือดัดแปลงหรือนำไปผสมกับสิ่งอื่น ส่วนการที่โจทก์นำขวดและฝาจุกไปบรรจุน้ำอัดลมจำหน่ายย่อมเป็นการค้าสำเร็จรูปอีกชนิดหนึ่ง และเมื่อฝาจุกจีบรายพิพาทเป็นฝาจุกที่สำเร็จรูปมาแล้ว โจทก์ผู้นำเข้าก็ต้องมีหน้าที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของรายรับโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์นำจุกขวดน้ำอัดลมแล้วจะต้องเสียภาษีการค้าอีกหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1027/2510
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
การนำเข้าฝาจุกสำเร็จรูป ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของรายรับ แม้จะนำไปใช้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปอื่นอีก
ฝาจุกจีบที่โจทก์สั่งมาจากต่างประเทศเข้ามา ในประเทศไทยเพื่อใช้ปิดปากขวดเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่โจทก์ผลิตออกจำหน่ายไม่ใช่วัตถุดิบที่จะนำมาใช้เพื่อผลิตขายต่อไป แต่มีลักษณะเป็นจุกขวดหรือฝาจุกที่สำเร็จรูป โดยไม่จำต้องเปลี่ยนหรือดัดแปลงหรือนำไปผสมกับสิ่งอื่น ส่วนการที่โจทก์นำขวดและฝาจุกไปบรรจุน้ำอัดลมจำหน่ายย่อมเป็นการค้าสำเร็จรูปอีกชนิดหนึ่ง และเมื่อฝาจุกจีบรายพิพาทเป็นฝาจุกที่สำเร็จรูปมาแล้ว โจทก์ผู้นำเข้าก็ต้องมีหน้าที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของรายรับ โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์นำจุกขวดน้ำอัดลมแล้วจะต้องเสียภาษีการค้าอีกหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1025/2510 เวอร์ชัน 2 คำพิพากษาฎีกานี้ มีเนื้อหาจากเว็บทางการหลายรูปแบบ
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจตนาฆ่ากับการทารุณโหดร้าย: การประเมินจากพฤติการณ์ทำร้ายและผลการตาย
จำเลย 5 คนร่วมกันใช้สากตำข้าวไม้ตะบองและลิ่มคอกกระบือเป็นอาวุธรุมตีทำร้ายร่างกายผู้ตายคนละทีสองที และผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลที่ถูกทำร้ายในเวลาต่อมา ดังนี้ เป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าเท่านั้น ยังไม่ถึงขนาดจะถือว่าเป็นการทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (5)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1025/2510
ชื่อเรื่องฎีกานี้ถูกสร้างโดย Ai ทางเว็บไม่ขอรับรองความถูกต้องโปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
เจตนาฆ่า vs. ทารุณโหดร้าย: การประเมินความร้ายแรงของการกระทำความผิดฐานฆ่า
จำเลย 5 คนร่วมกันใช้สากตำข้าวไม้ตะบองและลิ่มคอกกระบือเป็นอาวุธรุมตีทำร้ายร่างกายผู้ตายคนละทีสองที และผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลที่ถูกทำร้ายในเวลาต่อมา ดังนี้ เป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าเท่านั้น ยังไม่ถึงขนาดจะถือว่าเป็นการทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5)